คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ 3 ครั้งรวมราคา 14,200 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 379,850 บาทถึงกำหนดชำระ จำเลยผิดนัด โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีตั้งแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้อง รวมเป็นค่าดอกเบี้ย 48,189.57 บาทรวมเป็นเงิน 428,039.57 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน428,034.57 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน379,850 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และต้องติดบัตรแลกเปลี่ยนในเวลาซื้อขายคือประมาณ 23 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ไม่ใช่ 26.75 บาทต่อหนึ่งเหรียญสหรัฐตามที่โจทก์ฟ้องเพราะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนภายหลังและฟ้องแย้งว่าโจทก์ผิดสัญญาตัวแทนตั้งบริษัทอื่นเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยแทนจำเลย ทำให้จำเลยขาดประโยชน์ที่ควรจะได้รับปีละ 180,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี เป็นค่าเสียหาย 540,000 บาท จำเลยหักราคาสินค้าโจทก์ 316,250 บาท คงเหลือค่าเสียหาย 223,750 บาทขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์ชดใช้เงินให้จำเลยที่ 1 จำนวน223,750 บาทศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องแย้งและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 367,812.50 บาท (13,750 เหรียญสหรัฐ) และดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปี คิดตั้งแต่วันฟ้องถึงวันชำระเสร็จให้โจทก์ คำขออื่นให้ยกจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จำนวน 13,750เหรียญสหรัฐ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้วินิจฉัยเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราด้วยนั้น เห็นว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ศาลอุทธรณ์มิได้รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ให้จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรวินิจฉัยให้ ข้อนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 13,750 เหรียญสหรัฐ โดยคิดเทียบเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในขณะยื่นฟ้องนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรค 2 บัญญัติไว้ว่าการเปลี่ยนเงินให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่ และในเวลาที่ใช้เงิน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตามมาตรานี้นั้น
ย่อมต้องหมายถึงอัตราที่จะแลกเปลี่ยนกันได้โดยเสรี ซึ่งตามปกติจะคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ที่ทำการขายเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินตราของประเทศในกรุงเทพมหานครเป็นเกณฑ์และเห็นว่าเพื่อความสะดวกแก่การบังคับคดี จึงให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนโดยธนาคารพาณิชย์ในวันที่มีคำพิพากษาของศาลนี้ ถ้าไม่มีอัตราการขายในวันนั้นก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราการขายเช่นว่านั้นก่อนวันพิพากษา แต่เนื่องจากโจทก์ขอให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศขณะยื่นฟ้องเป็นเกณฑ์คำนวณในการมีคำขอท้ายฟ้อง และโจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกาคัดค้านจำนวนเงิน 13,750 เหรียญสหรัฐ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี ซึ่งคิดเป็นเงินไทย 367,812.50 บาท
โจทก์จึงไม่อาจรับชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองเกินกว่าจำเลยเงินดังกล่าวได้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,750เหรียญสหรัฐ โดยคิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลนี้พิพากษา ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มี ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่าก่อนวันพิพากษา แต่เมื่อคิดแล้วเป็นต้นเงินไม่เกินกว่า 367,812.50 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์.