Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5636/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พ.ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโทภายในประเทศจนจบการศึกษาแล้ว แต่ยังรับราชการชดใช้ทุนไม่ครบถ้วนก็ได้รับทุนให้ลาไปศึกษาต่อต่างประเทศตามความต้องการของ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการอีก หลังจากจบการศึกษาแล้วกรมวิชาการได้ขอโอนพ. จากกรมการศึกษาฝึกหัดครูโจทก์ซึ่งพ. รับราชการอยู่ไปรับราชการที่กรมวิชาการเพื่อชดใช้ทุนสำหรับการลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ จนกระทั่งครบตามสัญญา และอนุญาตให้พ. ลาออกจากราชการ โดยเวลาที่รับราชการนั้นไม่พอที่จะใช้ทุนทั้งสองรายได้ครบถ้วน เป็นการจัดให้พ. เข้ารับราชการชดใช้ทุนสำหรับการลาศึกษาต่อต่างประเทศ โดยเฉพาะแล้วและถือได้ว่าเป็นกรณีที่พ. ซึ่งเป็นลูกหนี้ได้เข้ารับราชการชดใช้ทุนโดยระบุว่าเป็นการชดใช้ทุนสำหรับ การลาศึกษาต่อต่างประเทศอันจะต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคหนึ่งที่จะต้อง ให้หนี้รายนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อนหนี้รายที่พ. ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อภายในประเทศ เมื่อพ. ได้ปฏิบัติราชการที่กรมวิชาการชดใช้ทุนครบตามสัญญารายนี้แล้ว พ.จึงไม่ผิดสัญญาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ซึ่งจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันเมื่อพ.ไม่ผิดสัญญาจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ ต่อโจทก์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของทุนในการส่งนางพรทิพา(เฮอร์แมน) เพ็ชรรัตน์ ไปศึกษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2520 จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์เข้าเป็นผู้ค้ำประกันนางพรทิพาข้าราชการพลเรือนสามัญ ระดับ 4 ตำแหน่งอาจารย์ 1 วิทยาลัยครูพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลกกรมการฝึกหัดครู ซึ่งได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อต่างประเทศในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา ประเทศสหรัฐอเมริกามีกำหนด 2 ปี ตามสัญญาลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ ลงวันที่ 19ธันวาคม 2520 โดยจำเลยสัญญาว่า ถ้านางพรทิพาผิดสัญญาด้วยประการใดๆ จำเลยยินยอมชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามความรับผิดของนางพรทิพาตามสัญญาดังกล่าวทุกประการโจทก์จึงยอมให้นางพรทิพาเดินทางไปศึกษา

ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2520 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2522 เป็นเวลา1 ปี 8 เดือน 15 วัน ซึ่งตามสัญญานางพรทิพาต้องกลับมารับราชการใช้หนี้ทุน 2 เท่า เป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน ต่อมาวันที่23 ธันวาคม 2521 ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2521 และวันที่ 10กันยายน 2522 ถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2526 นางพรทิพาได้กลับมารับราชการใช้หนี้ทุนรวมเป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน 24 วันแต่ปรากฏว่าก่อนลาไปศึกษาต่อต่างประเทศ นางพรทิพาเคยลาศึกษาต่อภายในประเทศและมีหนี้ทุนที่ต้องชำระก่อนเป็นเวลา3 ปี 1 เดือน 14 วัน จึงคงเหลือเวลารับราชการใช้หนี้ทุนลาศึกษาต่อต่างประเทศเพียง 4 เดือน 10 วัน ยังขาดอยู่อีก 3 ปี20 วัน ต่อมา วันที่ 1 มีนาคม 2526 นางพรทิพาได้ลาออกจากราชการในระหว่างที่ยังรับราชการใช้หนี้ทุนไม่ครบตามสัญญาจึงเป็นการผิดสัญญา

ต้องรับผิดชดใช้เงินทุนพร้อมเบี้ยปรับอีก 1 เท่า รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 781,742.80 บาท จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดสัญญาคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,372,226.33 บาท โจทก์ได้ทวงถามไปยังนางพรทิพาและจำเลยแล้ว แต่ทั้งสองคนเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,372,226.33 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2519ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2520 นางพรทิพาอาจารย์วิทยาลัยครูพิบูลสงครามได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อระดับปริญญาโทภายในประเทศ

ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมานางพรทิพาได้รับทุนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา ประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2520 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2522รวมเป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน 15 วัน โดยได้รับความยินยอมจากกรมการฝึกหัดครู หลังจากจบการศึกษาแล้ว นางพรทิพาได้กลับมารับราชการชดใช้ทุนเป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน 15 วันตามระยะเวลาในสัญญาลาศึกษาต่อ โดยได้รับการโอนไปรับราชการที่กรมวิชาการจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ต่อมาวันที่ 11มกราคม 2526 นางพรทิพายื่นใบลาออกจากราชการพร้อมทั้งขอเบิกเงินบำเหน็จต่ออธิบดีกรมวิชาการโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1มีนาคม 2526 อธิบดีกรมวิชาการอนุญาตให้ลาออกโดยระบุว่านางพรทิพาได้ใช้ทุนครบถ้วนแล้ว

ก่อนอนุญาตให้ลาออกกรมวิชาการได้ตรวจสอบถึงภาระผูกพันที่นางพรทิพามีต่อทางราชการแล้วโดยขอทราบรายละเอียดการใช้หนี้ทุนการศึกษาของนางพรทิพาทั้งภายในและภายนอกประเทศจากโจทก์ แต่โจทก์กลับแจ้งรายละเอียดเฉพาะการลาศึกษาต่อภายในประเทศไปให้ทราบ ปรากฏว่านางพรทิพาคงต้องชดใช้เงินให้แก่ทางราชการจำนวน 63,195 บาท โดยยอมให้หักจากเงินบำเหน็จของตน จึงเป็นการลาออกโดยชอบและได้ชดใช้หนี้ให้แก่ทางราชการครบถ้วนแล้ว การอนุญาตให้นางพรทิพาลาออกจากราชการเป็นความบกพร่องหรือประมาทอย่างร้ายแรงของกรมวิชาการโจทก์และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเหตุให้จำเลยผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิได้ทั้งหมด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งโจทก์ชอบที่จะฟ้องนางพรทิพาเป็นจำเลยในคดีนี้ด้วย

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 203,030.20 บาทกับอีก 14,513.35 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยให้ชำระเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ในวันที่ 22พฤศจิกายน 2527 ซึ่งเป็นวันผิดนัด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2527จนถึงวันฟ้อง และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยนำสืบฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยมีฐานะเป็นกรมสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ขณะฟ้องคดีนี้มีนายสายหยุด

จำปาทองเป็นอธิบดี เดิมนางพรทิพา เฮอร์แมนหรือเพ็ชรรัตน์เป็นข้าราชการพลเรือน ระดับ 4 ตำแหน่งอาจารย์ 1 วิทยาลัยครูพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก สังกัด กรมโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2519 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2520 นางพรทิพาได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาไปศึกษาต่อภายในประเทศที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมเวลาที่ลาศึกษา 1 ปี 6 เดือน 22 วันตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศ เอกสารหมาย ป.จ.3โดยมีนายเจริญผล สุวรรณโชติ เป็นผู้ค้ำประกันต่อโจทก์ ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.4 หลังจากนั้นนางพรทิพาได้กลับเข้าปฏิบัติราชการตามปกติรวม 4 วัน ต่อมาระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2520 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2522 นางพรทิพาได้รับทุนของทางราชการและได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอินเดียนาประเทศสหรัฐอเมริกา

รวมเวลาที่ลาศึกษา 1 ปี 8 เดือน 15 วัน โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันต่อโจทก์ตามสัญญาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ และสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย ป.จ.5 หลังจากจบการศึกษา นางพรทิพาได้กลับเข้าปฏิบัติราชการตามปกติและในวันที่ 1 กรกฎาคม 2523 ได้โอนไปรับราชการสังกัดกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ตามคำสั่งของโจทก์ เอกสารหมาย ป.จ.2 ต่อมาวันที่ 11 มกราคม 2526นางพรทิพาได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการตามหนังสือขอลาออกจากราชการเอกสารหมาย ป.จ.13 และได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2526 ตามคำสั่งของกรมวิชาการเอกสารหมาย ป.จ.6 รวมเวลาที่นางพรทิพากลับเข้าปฏิบัติราชการหลังจากลาศึกษาต่อทั้งสองคราว 3 ปี 5 เดือน 24 วันกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องขอรับบำเหน็จของนางพรทิพาแล้วเห็นว่านางพรทิพามีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จจากการลาออกจากราชการเป็นเงินทั้งสิ้น 63,195 บาท แต่นางพรทิพาได้ลาออกจากราชการไปโดยยังรับราชการชดใช้หนี้ทุนตามสัญญาศึกษาต่อ

ณ ต่างประเทศไม่ครบถ้วน ขาดเวลาที่จะต้องปฏิบัติราชการชดใช้หนี้ทุนอีก 3 ปี 20 วัน จึงมีหนังสือไปถึงกระทรวงศึกษาธิการให้หักเงินบำเหน็จของนางพรทิพาดังกล่าวชดใช้หนี้ให้แก่ทางราชการส่วนหนึ่งพร้อมกับทวงถามนางพรทิพาให้ชดใช้หนี้ที่เหลือตามสัญญาต่อไปตามหนังสือเรื่องบำเหน็จของนางพรทิพา เอกสารหมาย ป.จ.29 โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามให้นางพรทิพาและจำเลยผู้ค้ำประกันร่วมกันชดใช้หนี้ตามสัญญาแก่โจทก์ ตามหนังสือทวงถามและใบตอบรับเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4แต่ทั้งสองคนเพิกเฉย คงมีข้อนำสืบที่แตกต่างกันโดยโจทก์นำสืบว่านางพรทิพาได้ลาศึกษาต่อภายในประเทศ 1 ปี 9 เดือน 22 วันลาไปศึกษาต่างประเทศอีก 1 ปี 8 เดือน 15 วัน ต้องปฏิบัติราชการชดใช้เวลาทั้งสองช่วงที่ลาศึกษา 2 เท่า แต่นางพรทิพาปฏิบัติราชการชดใช้เพียง 3 ปี 5 เดือน 24 วัน

ยังขาดอยู่ 3 ปี 20 วันจำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยนำสืบว่าหลังจากจบการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว นางพรทิพาได้ปฏิบัติราชการชดใช้เงินทุนครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้ขอลาออกจากราชการโดยก่อนที่จะอนุญาตให้ลาออกเจ้าหน้าที่ก็ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าชดใช้ทุนครบถ้วน จึงอนุญาตให้ลาออกได้คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด เกี่ยวกับปัญหานี้จะได้วินิจฉัยเสียก่อนว่า นางพรทิพาผิดสัญญาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ตามเอกสารหมาย ป.จ.5 หรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่านางพรทิพาได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ลาศึกษาต่อ 2 ครั้ง ครั้งแรกได้รับอนุญาตให้ศึกษาภายในประเทศที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ระหว่างวันที่1 มิถุนายน 2519 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2520 รวมเวลาที่ลาศึกษาต่อ 1 ปี 6 เดือน 22 วัน ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศ เอกสารหมาย ป.จ.3 ครั้งที่สองได้รับทุนให้ลาศึกษาต่อต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยอินเดียนาประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2520 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2522รวมเวลาที่ลาศึกษาต่อ 1 ปี 8 เดือน 15 วัน โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาศึกษาต่อทั้งสองครั้ง นางพรทิพาจะต้องกลับมารับราชการชดใช้ทุนไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ได้รับเงินเดือนหรือได้รับทุน สำหรับทุนให้ลาศึกษาต่อต่างประเทศเป็นทุนของรัฐบาล ตามความต้องการของกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ ในโครงการพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 3 หลังจากจบการศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว

กรมวิชาการได้ขอโอนนางพรทิพาจากกรมการฝึกหัดครูไปรับราชการที่กรมวิชาการเพื่อชดใช้ทุนตามโครงการดังกล่าว รับราชการอยู่ที่กรมวิชาการเป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน 17 วัน นางพรทิพามีหนังสือขอลาออกจากราชการ ตามเอกสารหมาย ป.จ.13 โดยเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการได้บันทึกเสนออธิบดีกรมวิชาการตามลำดับชั้นไว้ในหนังสือดังกล่าวว่านางพรทิพารับราชการชดใช้ทุนครบถ้วนควรอนุญาตให้ลาออกได้กรมวิชาการจึงอนุญาตให้นางพรทิพาลาออกจากราชการตามเอกสารหมาย ป.จ.6 ต่อมากรมวิชาการได้มีหนังสือส่งหลักฐานการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ณ ประเทศสหรัฐอเมริกาของนางพรทิพาผู้ลาออกจากราชการไปยังกรมบัญชีกลางกระทรวงการคลังเพื่อขอรับเงินบำเหน็จโดยกรมวิชาการยืนยันว่านางพรทิพาได้กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนครบตามสัญญาแล้ว

กรมบัญชีกลางมีหนังสือถึงกระทรวงศึกษาธิการว่า "นางพรทิพาฯเคยได้รับอนุมัติให้ลาไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนตามโครงการพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 3ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2520 ถึงวันที่ 11 กันยายน 2522ในชั้นนี้ใคร่ขอทราบว่านางพรทิพาฯได้กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้ครบตามสัญญาแล้วหรือไม่ อย่างไร และขอสำเนาสัญญาลาศึกษาและสัญญาค้ำประกันของข้าราชการผู้นี้ พร้อมทั้งขอทราบว่าทุนดังกล่าวเป็นทุนประเภทใด มีพันธะผูกพันที่จะต้องชดใช้ให้แก่ทางราชการหรือไม่ หากจะต้องชดใช้ขอทราบจำนวนเงินทุนที่ได้รับด้วยว่าเป็นจำนวนเท่าใด เพื่อกรมบัญชีกลางจะได้พิจารณาสั่งจ่ายเงินบำเหน็จต่อไป" ตามเอกสารหมาย ป.จ.14 กระทรวงศึกษาธิการมีหนังสือตอบกรมบัญชีกลางว่า

"กรมวิชาการได้ติดต่อกรมการฝึกหัดครูซึ่งเป็นต้นสังกัดเดิมขณะที่นางพรทิพา เฮอร์แมนลาศึกษาต่อแล้ว ทุนดังกล่าวเป็นทุนรัฐบาล และต้องกลับมาปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลาสองเท่าของเวลาที่ลาไปศึกษาต่อ ซึ่งนางพรทิพา เฮอร์แมน ได้ใช้เวลาในการศึกษา 1 ปี 8 เดือน15 วัน และได้กลับมาปฏิบัติราชการชดใช้เป็นเวลา 3 ปี 5 เดือน17 วัน ครบตามสัญญาแล้ว พร้อมนี้ได้ส่งสำเนาหนังสือลาศึกษาต่อและสัญญาค้ำประกันมาเพื่อเป็นหลักฐานในการตรวจสอบต่อไป"ตามเอกสาร ป.จ.15 ดังนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นางพรทิพาได้รับทุนให้ลาไปศึกษาต่อต่างประเทศที่มหาวิทยาลัยอินเดียนาประเทศสหรัฐอเมริกา ตามความต้องการของกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ ในโครงการพัฒนาการศึกษา ครั้งที่ 3 และหลังจากจบการศึกษาแล้ว กรมวิชาการได้โอนนางพรทิพาจากกรมการฝึกหัดครูไปรับราชการที่กรมวิชาการเพื่อชดใช้ทุนดังกล่าวจนกระทั่งครบตามสัญญา และอนุญาตให้นางพรทิพาลาออกจากราชการนั้น เป็นการจัดให้นางพรทิพาเข้ารับราชการชดใช้ทุนสำหรับการลาศึกษาต่อต่างประเทศโดยเฉพาะแล้ว และถือได้ว่าเป็นกรณีที่นางพรทิพาซึ่งเป็นลูกหนี้ได้เข้ารับราชการชดใช้ทุนโดยระบุว่าเป็นการชดใช้ทุนสำหรับการลาศึกษาต่อต่างประเทศอันจะต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องให้หนี้รายนี้เป็นอันได้เปลื้องไป

เมื่อปรากฏว่านางพรทิพาได้ปฏิบัติราชการที่กรมวิชาการชดใช้ทุนครบตามสัญญาดังกล่าวแล้วนางพรทิพาจึงไม่ผิดสัญญาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ ตามเอกสารหมาย ป.จ.5 เมื่อนางพรทิพาไม่ผิดสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อโจทก์"

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

Matter details

Panel of judges
ปรีชา นาคพันธุ์ · สุทธิ นิชโรจน์ · ระพินทร บรรจงศิลป
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4300/2567

การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 จำเลยทั้งสองเป็นคู่ความร่วมใน…

Supreme Court Judgment No. 2033/2567

สัญญาจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 ถือเอาผลสำเร็จแห่งการงานที่จ้างเป็นสำคัญ และการจ่ายสินจ้างถือเอาความสำเร็จของผลงานหรือตามที่ตกลงกันไว้ เมื่อสัญญาจ้างดังกล่าวกำหนดชำระค่าจ้าง 3 ง…

Supreme Court Judgment No. 1048/2562

แม้ฟ้องโจทก์ระบุชื่อโจทก์ว่า ฉ. ที่ถึงแก่ความตายไปแล้วซึ่งไม่มีสภาพบุคคล ที่ถูกต้องระบุชื่อคู่ความว่า ล. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฉ. โจทก์ก็ตาม แต่การบรรยายฟ้องเมื่ออ่านแล้วเป็นที่เห็นได้ว่า ล. ในฐานะผู…

Supreme Court Judgment No. 8505/2561

จำเลยแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่หน้า 10 ถึงหน้า 19 เป็นการคัดลอกมาจากอุทธรณ์ในหน้า 39 ถึงหน้า 55 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งนั้น ฎีกาของโจทก์ในหน้า 10 ถึงหน…

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 624889)

ศาลจะเพิกถอนคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 40 วรรคสาม (1) (ง) ได้ เมื่อคู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า คำชี้ขาดวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นไม่อยู่ในขอบ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up