Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2536 (ref. 56134)

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความว่า จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2 นอกนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับจำเลยทั้งห้าเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 4 ที่ว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทมากว่า 40 ปี ย่อมได้ข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า จำเลยยึดถือเพื่อตนและครอบครองโดยสุจริตและโจทก์ไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของ กฎหมายได้ จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ข้อ 5 ที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และข้อ 5.2 ที่ว่า การที่ศาลกำหนด ประเด็นแล้ววินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยมิได้หยิบยก พยานหลักฐานของโจทก์ขึ้นวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วย กฎหมายนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น และคดีนี้ เป็นคดีทุนทรัพย์ที่ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาข้อ 3 จึงไม่ต้องห้ามฎีกาโปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยทั้งห้าไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ โจทก์ทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 209)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทตามระบุไว้ในแผนที่พิพาท หมาย จ.ล.1 ให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทออกจากที่พิพาทดังกล่าวด้วย ให้จำเลย ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราไร่ละ 250 บาท ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวาร จะออกจากที่พิพาทศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว(อันดับ 191)จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 197)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อ 3 นั้น จำเลย กล่าวเฉพาะทางนำสืบของจำเลยและโจทก์เท่านั้น ไม่มีข้อที่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยข้อ 4 ที่ว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทในฐานะเจ้าของมาเป็นเวลา 40 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทนั้น เท่ากับจำเลย โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยนั่นเอง ส่วนฎีกาของจำเลยข้อ 5(2) ที่ว่า ศาลวินิจฉัยคดีโดย ไม่ได้หยิบยกพยานของโจทก์ขึ้นพิจารณาว่ารับฟังได้หรือไม่นั้น เป็นการคัดค้านดุลพินิจของศาลในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อดังกล่าว ชอบแล้วส่วนฎีกาของจำเลยข้อ 5(1) ที่จำเลยโต้เถียงว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้าม มิให้ฎีกา ให้รับฎีกาของจำเลยข้อ 5(1) ไว้ดำเนินการต่อไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 265/2536นายอั๊ง จิตต์สม กับพวกโจทก์นายประเสริฐ จิตต์สม กับพวกจำเลยนายประเสริฐ จิตต์สม ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.พ. ม. 248ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ารับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2 นอกนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับจำเลยทั้งห้าเห็นว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 4 ที่ว่าจำเลยครอบครองที่พิพาทมากว่า 40 ปี ย่อมได้ข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า จำเลยยึดถือเพื่อตนและครอบครองโดยสุจริตและโจทก์ไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของ กฎหมายได้ จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาท ข้อ 5 ที่ว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ และข้อ 5.2 ที่ว่า การที่ศาลกำหนด ประเด็นแล้ววินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์โดยมิได้หยิบยก พยานหลักฐานของโจทก์ขึ้นวินิจฉัย จึงไม่ชอบด้วย กฎหมายนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายทั้งสิ้น และคดีนี้ เป็นคดีทุนทรัพย์ที่ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงฎีกาข้อ 3 จึงไม่ต้องห้ามฎีกาโปรดมีคำสั่งรับฎีกา ของจำเลยทั้งห้าไว้พิจารณาต่อไปหมายเหตุ

โจทก์ทั้งสี่ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 209)ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่พิพาทตามระบุไว้ในแผนที่พิพาท หมาย จ.ล.1 ให้จำเลยรื้อถอนบ้านพิพาทออกจากที่พิพาทดังกล่าวด้วย ให้จำเลย ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราไร่ละ 250 บาท ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวาร จะออกจากที่พิพาทศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งห้าฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับดังกล่าว(อันดับ 191)จำเลยทั้งห้ายื่นคำร้องดังกล่าว (อันดับ 197)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อ 3 นั้น จำเลย กล่าวเฉพาะทางนำสืบของจำเลยและโจทก์เท่านั้น ไม่มีข้อที่ ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัย สำหรับฎีกาของจำเลยข้อ 4 ที่ว่า จำเลยครอบครองที่พิพาทในฐานะเจ้าของมาเป็นเวลา 40 ปี

จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทนั้น เท่ากับจำเลย โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยนั่นเอง ส่วนฎีกาของจำเลยข้อ 5(2) ที่ว่า ศาลวินิจฉัยคดีโดย ไม่ได้หยิบยกพยานของโจทก์ขึ้นพิจารณาว่ารับฟังได้หรือไม่นั้น เป็นการคัดค้านดุลพินิจของศาลในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ศาลชั้นต้นไม่รับฎีกาของจำเลยในข้อดังกล่าว ชอบแล้วส่วนฎีกาของจำเลยข้อ 5(1) ที่จำเลยโต้เถียงว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมนั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้าม มิให้ฎีกา ให้รับฎีกาของจำเลยข้อ 5(1) ไว้ดำเนินการต่อไป

Matter details

Panel of judges
วิฑูรย์ สุทธิประภา · อัมพร เดชศิริ · สมปอง เสนเนียม
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

Supreme Court Judgment No. 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

Supreme Court Judgment No. 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

Supreme Court Judgment No. 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up