คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านเรือนของโจทก์จำเลยทราบคำบังคับแล้วไม่ยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาและศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว โจทก์แจ้งต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า จำเลยและบริวารยังไม่ออกไปตามคำพิพากษาของศาล เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาล เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๑ ว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยและผู้ร้อง จำเลยจดทะเบียนโอนขายให้โจทก์โดยผู้ร้องไม่ทราบและมิได้ให้ความยินยอม สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่สมบูรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นงดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องและบริวารของผู้ร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในแปดวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องล่วงเลยกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องฎีกาว่า การปิดประกาศให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศ จึงมีผลใช้ได้ต่อเมื่อเวลาล่วงพ้นไปสิบห้าวันแล้ว เห็นว่าประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่กำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันตามมาตรา๒๙๖ จัตวา (๓) นั้น ไม่ใช่เอกสารที่จะต้องส่งให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องตามมาตรา ๖๗ และไม่ใช่บรรดาคำฟ้อง หมายเรียก และหมายอื่น ๆ คำสั่งคำบังคับของศาลตามมาตรา ๗๐ ที่จะต้องส่งให้แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างในฎีกา
เพราะบรรดาเอกสารคำฟ้อง หมายเรียก และหมายอื่น ๆ คำสั่ง คำบังคับของศาลตามมาตรา ๖๗ และมาตรา ๗๐ ดังกล่าว เป็นเอกสารที่ศาลกำหนดให้ส่งแก่คู่ความและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคู่ความโดยตรงในคดี ส่วนประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ไม่ใช่เอกสารที่ศาลกำหนดให้ส่งแก่คู่ความหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ปิดประกาศให้ผู้ที่มีอำนาจพิเศษเหนือทรัพย์ที่ถูกบังคับคดี ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษของตน อันเป็นมาตรการส่วนหนึ่งในการบังคับคดีให้ดำเนินไปโดยรวดเร็วและถูกต้องและเป็นวิธีการที่เปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นคู่ความเลยใช้สิทธิของตนเหนือทรัพย์สินที่กำลังถูกบังคับคดีอยู่
ระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย จึงต้องบังคับโดยเคร่งครัดทั้งนี้เพื่อมิให้การบังคับคดีต้องล่าช้าอันอาจเป็นผลเสียหายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ เพราะฉะนั้นตามบทบัญญัติมาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ที่กำหนดให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันปิดประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเริ่มนับแต่วันที่มีการปิดประกาศโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลาสิบห้าวันไปเสียก่อน ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาข้อต่อมาว่า หากได้พิจารณาตอนท้ายของมาตรา๒๙๖ จัตวา (๓) ที่บัญญัติว่า "...ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา..." แสดงว่าระยะเวลาการยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษไม่บังคับตายตัวอาจยื่นภายหลังพ้นแปดวันแล้วก็ได้นั้น ข้อนี้เห็นว่าแม้เป็นฎีกาในข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจการยื่นคำร้องซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ผู้ร้องมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างในปัญหาดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง และศาลฎีกาเห็นด้วยกับข้ออ้างตามฎีกาของผู้ร้องข้อนี้ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖จัตวา (๓) กฎหมายมิได้บัญญัติบังคับไว้โดยเด็ดขาดว่า ถ้าผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนด ๘ วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแล้ว ผู้ร้องจะต้องเป็นบริวารของจำเลยสถานเดียว เพราะระยะเวลา ๘ วันดังกล่าวเป็นเพียงระยะเวลาที่กฎหมายสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น มิใช่ระยะเวลาสิ้นสุดแห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาแต่อย่างใด แม้ล่วงเลยกำหนดเวลา ๘ วัน
นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศแล้ว ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษได้ แต่อย่างไรก็ตามที่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยและผู้ร้อง จำเลยจดทะเบียนโอนขายให้โจทก์โดยผู้ร้องไม่ทราบและมิได้ให้ความยินยอม สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์และจำเลยจึงไม่สมบูรณ์นั้น ดังนี้ แม้จะถือว่าบ้านและที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยก็ตาม แต่เมื่อศาลยังไม่ได้เพิกถอนนิติกรรมการขายบ้านและที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย บ้านและที่ดินยังเป็นของโจทก์อยู่ กรณีถือไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ผู้ร้องจึงเป็นบริวารของจำเลย จึงไม่อาจจะร้องให้ยกคำขอบังคับคดีของโจทก์ได้
Result
พิพากษายืน.