Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5346/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ข้อหาความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยเพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 นั้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์แล้ว เห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยจะเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ในการปล้นทรัพย์รายนี้หรือไม่และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยในข้อหาความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 340, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 12,200 บาท และคืนเงินจำนวน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนและโดยใช้ยานพาหนะ จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 18 ปี 12 เดือน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 12,200 บาท และคืนเงินจำนวน 3,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง มีคนร้าย 3 คน ร่วมกันปล้นทรัพย์สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ราคา 12,200 บาท และเงินสดจำนวน 3,000 บาท ของนางวิญญา ปิยะพันธ์ ผู้เสียหาย และในการปล้นทรัพย์นั้น คนร้ายคนหนึ่งได้ใช้อาวุธปืนยิงขู่เข็ญผู้เสียหายและนายลิขิต ปิยะพันธ์ เพื่อให้ความสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น และเพื่อให้พ้นจากการจับกุมด้วย และหลังจากได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหายแล้ว คนร้าย 2 คนที่ร่วมกันกระทำการปล้นได้พากันหลบหนีโดยวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายอีกคนหนึ่งจอดรถจักรยานยนต์รออยู่ขับหลบหนีไป คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า

จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงขู่และร่วมกันกระทำการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า แม้ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองจะเบิกความยืนยันว่าต่างมีโอกาสเห็นและจำหน้าจำเลยได้ก็ตาม แต่ผู้เสียหายและนายลิขิตต่างเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยอมรับว่า ขณะเกิดเหตุยังมืดอยู่ และที่บุคคลทั้งสองเบิกความสอดคล้องกันว่า อาศัยแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถและหลอดไฟที่จำเลยคาดไว้บนศีรษะทำให้สามารถเห็นและจดจำใบหน้าของจำเลยได้ แต่ผู้เสียหายตอบคำถามติงของโจทก์ว่า แสงสว่างจากหลอดไฟที่คาดอยู่บนศีรษะของจำเลยส่องไปไกลได้หลายวา ผู้เสียหายมีโอกาสเห็นหน้าจำเลยเนื่องจากจำเลยหันหน้าไปทางอื่นด้วยไม่ได้หันหน้ามาทางผู้เสียหายตลอด

ทำให้แสงไฟหน้ารถส่องไปถึงหน้าจำเลยและมองเห็นหน้าจำเลยได้ เท่ากับผู้เสียหายยอมรับว่าหากจำเลยหันหน้ามาทางผู้เสียหายและนายลิขิต แสงจากหลอดไฟที่คาดศีรษะจำเลยจะส่องเข้าตาบุคคลทั้งสอง ทำให้บุคคลทั้งสองไม่เห็นหน้าจำเลย ย่อมแสดงว่าแท้จริงแล้วมีเฉพาะแสงจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์เท่านั้น ที่จะทำให้ผู้เสียหายและนายลิขิตสามารถมองเห็นหน้าจำเลยได้ แต่บุคคลทั้งสองต่างเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยยอมรับว่า ขณะที่จำเลยยืนอยู่หน้ารถ แสงไฟจากโคมไฟหน้ารถจะอยู่ต่ำกว่าแสงไฟจากหลอดไฟที่คาดศีรษะจำเลย โดยเฉพาะนายลิขิตเบิกความด้วยว่า ขณะจำเลยใช้อาวุธปืนจี้พยานอยู่หน้ารถนั้นจำเลยยืนอยู่ จึงอยู่สูงกว่าแสงไฟหน้ารถและจำเลยสูงประมาณ 160 เซนติเมตร

ดังนั้น แสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจึงมิได้ส่องไปที่ใบหน้าของจำเลยโดยตรงด้วยลักษณะของแสงสว่างในที่เกิดเหตุดังกล่าว ประกอบกับผู้เสียหายและนายลิขิตไม่เคยรู้จักและเห็นหน้าจำเลยมาก่อน อีกทั้งจำเลยยังสวมหมวกปิดหน้าผากและศีรษะด้วย ซึ่งเหตุก็เกิดขึ้นโดยกะทันหัน และขณะเกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนข่มขู่จะยิงทำร้าย ทั้งได้ยิงขู่จนผู้เสียหายตกใจกลัวก้มหน้าไม่กล้ามองคนร้ายด้วย เช่นนี้ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุน่าสงสัยว่าทั้งผู้เสียหายและนายลิขิตจะมีโอกาสสังเกตเห็นและจดจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยไม่ผิดตัวหรือไม่ เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงว่า เมื่อจำเลยถูกจับกุมจำเลยก็ได้ให้การปฏิเสธมาตั้งแต่ต้น และเจ้าพนักงานตำรวจก็ไม่สามารถตรวจค้นพบของกลางใด

ๆ ที่บ้านจำเลยด้วย พยานหลักฐานโจทก์ดังที่ได้วินิจฉัยมาจึงมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยจะเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ผู้เสียหายจริงตามฟ้องหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ฟังข้อเท็จจริงเชื่อตามคำประจักษ์พยานโจทก์ว่าจำเลยเป็นคนร้ายร่วมกับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายตามฟ้อง และพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง สำหรับข้อหาความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย เพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 นั้น เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยพยานหลักฐานโจทก์แล้วเห็นว่ายังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยจะเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ในการปล้นทรัพย์รายนี้หรือไม่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ศาลฎีกาก็ต้องยกประโยชน์ให้แก่จำเลยในข้อหาความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนด้วย เพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225"

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา

Matter details

Panel of judges
ธานิศ เกศวพิทักษ์ · นินนาท สาครรัตน์ · วีระศักดิ์ นิศามณี
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

Supreme Court Judgment No. 4292/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง…

Supreme Court Judgment, B.E. 2561 (ref. 638679)

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 และที่ 5 ร่วมกับพวกฆ่าผู้อื่น พยายามฆ่าผู้อื่น ยิงปืนโดยใช่เหตุ และใช้อาวุธปืนซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดี…

Supreme Court Judgment No. 13985/2556

แม้อุทธรณ์ของจำเลยจะไม่ปรากฏว่าจำเลยอุทธรณ์โต้แย้งในข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุสง…

Supreme Court Judgment No. 954/2555

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย และเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ความผิดในข้อหาเป็นผู้มีสัญชาติไทยเข้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up