Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5299/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44(7),71และมาตรา 76 ได้บัญญัติเอาผิดและลงโทษแก่โรงงานและผู้แทนนิติบุคคลที่ขนย้ายน้ำตาลทรายที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงานโดยฝ่าฝืนระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดเมื่อปรากฏว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างของม. เจ้าของรถยนต์บรรทุกคันที่บรรทุกน้ำตาลทรายออกนอกบริเวณโรงงาน จำเลยจึงมิใช่โรงงานหรือบุคคลที่กฎหมายระบุให้ถือว่าเป็นผู้กระทำผิดเช่นเดียวกับนิติบุคคลซึ่งได้กระทำความผิด จำเลยย่อมขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับโรงงานได้ การที่จะลงโทษบุคคลฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดใดจะต้องได้ความว่าบุคคลนั้นมีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำความผิดนั้น โดยรู้ว่าตนได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด การขนย้ายน้ำตาลทรายออกนอกบริเวณโรงงานมิใช่เป็นการกระทำผิดเสมอไป จะเป็นความผิดต่อเมื่อการขนย้ายนั้นฝ่าฝืนระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ระเบียบดังกล่าวนี้มีว่าอย่างไรล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง ถึงแม้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็หาใช่ข้อกฎหมายไม่ เมื่อโจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยทราบระเบียบของคณะกรรมการ จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดจำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44(7) โดยใช้รถยนต์บรรทุกของกลางขนย้ายน้ำตาลทรายดิบที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงาน โดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดก็ตาม แต่สาระสำคัญของการกระทำความผิดดังกล่าวอยู่ที่ว่า ขนย้ายน้ำตาลทรายดิบโดยมิได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการ และในการขนย้ายไม่มีหนังสืออนุญาตกำกับการขนย้ายเท่านั้น รถยนต์บรรทุกและน้ำตาลทรายดิบของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 Section 44 พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 Section 71 พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 Section 76 ป.อ. Section 33 ป.อ. Section 83 ป.อ. Section 86

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 4, 17, 18, 44(7), 71 ระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายว่าด้วยการผลิต การบรรจุ การเก็บรักษา การสำรวจการขนย้าย การจำหน่าย และการส่งมอบน้ำตาลทราย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2528ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ริบน้ำตาลทรายของกลางโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44(7), 71ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับคนละ 500,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนค่าปรับเป็นระยะเวลา 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อหมายเลขทะเบียน 80-1377 ปัตตานี ของกลางอีกด้วยจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่ามีผู้กระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย

พ.ศ. 2527มาตรา 44(7) โดยขนย้ายน้ำตาลทรายดิบของกลางที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงาน มิใช่การขนย้ายตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตรวจค้นพบน้ำตาลทรายดิบของกลางในรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน81-1377 ปัตตานี โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ จำเลยที่ 2 นั่งมาด้วยจำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของนายมนูญ ศิริทัศน์ เจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว คดีมีปัญหาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 มาตรา 44บัญญัติว่า "โรงงานต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้(1) ...ฯลฯ...(7) ไม่ขนย้ายน้ำตาลทรายที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงานนอกจากขนย้ายตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด" มาตรา 71 บัญญัติว่า"โรงงานใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 44(7)

ต้องระวางโทษ...ฯลฯ... และมาตรา 76 บัญญัติว่า "ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ถือว่าผู้แทนนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการและบุคคลอื่นใดซึ่งมีอำนาจหน้าที่กระทำแทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดและต้องระวางโทษเช่นเดียวกับนิติบุคคลนั้นด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดนั้น หรือได้จัดการตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดนั้นแล้ว" ได้ความว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงลูกจ้างของนายมนูญเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว จำเลยทั้งสองมิใช่โรงงานหรือบุคคลที่กฎหมายระบุไว้ให้ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดเช่นเดียวกับนิติบุคคลซึ่งได้กระทำความผิด จำเลยทั้งสองขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจร่วมกันกระทำความผิดกับโรงงานดังที่โจทก์ฟ้องได้ คงมีปัญหาที่สมควรจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะลงโทษบุคคลฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดใดจะต้องได้ความว่าบุคคลนั้นมีเจตนาที่จะสนับสนุนการกระทำความผิดนั้น โดยรู้ว่าตนได้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด การขนย้ายน้ำตาลทรายออกนอกบริเวณโรงงานมิใช่เป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเสมอไปในทุกกรณี จะเป็นความผิดต่อเมื่อการขนย้ายนั้นฝ่าฝืนระเบียบที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายกำหนดระเบียบดังกล่าวนี้มีว่าอย่างไรล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริง ถึงแม้จะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็หาใช่ข้อกฎหมายไม่ โจทก์จึงต้องนำสืบให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองได้ทราบระเบียบดังกล่าวนี้แล้ว ทางพิจารณาไม่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า

จำเลยทั้งสองทราบระเบียบของคณะกรรมการดังกล่าวแต่ประการใด แม้แต่นายประภาสจักกะพาก ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ประธานกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายซึ่งจำเลยอ้างเป็นพยานยังได้เบิกความว่า การขนย้ายหรือการครอบครองน้ำตาลทรายแดงเวลานี้ยังไม่ต้องขออนุญาต ประกอบกับปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นใบบิลส่งของระบุไว้ว่าของกลางดังกล่าวเป็นน้ำตาลทรายแดง พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานเป็นผู้สนับสนุนไม่ได้เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น และคดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่ามีผู้กระทำผิดต่อพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย

พ.ศ. 2527มาตรา 44(7) โดยใช้รถบรรทุกสิบล้อของกลางขนย้ายน้ำตาลทรายดิบของกลางที่ผลิตได้ออกนอกบริเวณโรงงานโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดก็ตามแต่สาระสำคัญของการกระทำความผิดดังกล่าวอยู่ที่ว่า ขนย้ายน้ำตาลทรายดิบโดยมิได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการและในการขนย้ายไม่มีหนังสืออนุญาตกำกับการขนย้ายเท่านั้นรถบรรทุกสิบล้อและน้ำตาลทรายดิบของกลางจึงมิใช่ทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดอันจะพึงริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนของกลางทั้งหมดแก่เจ้าของ

Matter details

Panel of judges
ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สุเทพ กิจสวัสดิ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6316/2548

ขณะผู้เสียหายที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 1 ไปตามถนน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ของกลางโดยมี ศ. นั่งซ้อนท้ายตามหลังรถจักรยานยนต์ผู้เสียหายที่ 2 แสดงว่าจำเลยกับ ศ. ขับรถจักรยานยนต์ของกลางตามรถจั…

Supreme Court Judgment No. 16/2544

จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสายไฟฟ้าเก่าของผู้เสียหายที่วางอยู่ตามพื้นโรงงานมาวางบนเหล็กร้อน ทำให้เปลือกสายไฟฟ้าไหม้ ละลายหมดเหลือแต่ลวดทองแดงที่เป็นซากของสายไฟฟ้าเพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์นั้นไปขาย แต่ก็…

Supreme Court Judgment No. 2552/2532

จำเลยทั้งสามนั่งเรือไปที่แพดูดดำแร่ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 1 กิโลเมตร จำเลยที่ 1 ที่ 3 ขึ้นไปบนแพดูดดำแร่ จำเลยที่ 3 ซึ่งแต่งกายและแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีอาวุธปืนติดตัวมองเห็น ได้บอ…

Supreme Court Judgment No. 1124/2519

จำเลยได้ร่วมรู้คบคิดกับ ศ. และพวกที่จะมาวิ่งราวทรัพย์ของผู้เสียหาย โดยมีการวางแผนให้ ศ.ไปทำการ ส่วนจำเลยกับพวกจอดรถอยู่ห่างที่เกิดเหตุ เมื่อ ศ.วิ่งราวทรัพย์แล้วก็จะวิ่งหนีมาขึ้นรถยนต์ของจำเลยหลบหนีไป…

Supreme Court Judgment No. 1488/2567

ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลและต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเท่านั้น ซึ่งในการ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up