Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5291/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์เป็นสถาบันการเงิน มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ 21ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลัง เมื่อสัญญากู้เงินได้มีการตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 และยินยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 1 ปีทบเข้ากับต้นเงินและให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงในสัญญากู้เงินต่อไปด้วย โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงในสัญญาและคิดดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 1 ปี ทบต้นได้ต่อไปจนกว่าจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้นการที่โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 1 ปี มาทบรวมกับยอดเงินต้นดอกเบี้ยที่ทบนั้นจึงกลายเป็นเงินต้นไม่เป็นดอกเบี้ยที่ค้างอีกต่อไป ข้อตกลงตามสัญญากู้เงินดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคหนึ่งซึ่งไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 113,052,369.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีจากต้นเงิน15,446,282.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี จากต้นเงิน 85,224,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1ชำระเงิน 35,995,813 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี จากต้นเงิน30,986,962 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1ไม่เคยกู้เงินไปจากโจทก์

โจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี เนื่องจากโจทก์มิใช่บริษัทที่รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 1 ปี มาทบเป็นต้นเงินหากศาลจะฟังว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจริง จำเลยที่ 2 ก็คงรับผิดในเงินต้น5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่ค้างชำระไม่เกิน 5 ปี จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 113,052,364.46 บาทแก่โจทก์

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 15,446,282.51 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี จากต้นเงิน85,224,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,995,813 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ20 ต่อปี จากต้นเงิน 30,986,962 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัทมหานครทรัสต์ จำกัด ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มหานครทรัสต์ จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์และให้กู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินและต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2ในประการแรกว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานมายืนยันว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันนั้น เห็นว่า นอกจากโจทก์จะมีนางสาวอัญชลี อมรพันธ์ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันว่าในการทำสัญญากู้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันโดยมีข้อตกลงรับผิดในหนี้เงินที่จำเลยที่ 1 กู้ไปจากโจทก์ในวงเงิน5,000,000 บาท รวมทั้งหนี้อุปกรณ์ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10แล้วโจทก์ยังมีนายสุกิจ กาญจนไทรฤกษ์ ซึ่งลงชื่อเป็นพยานในสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.10 มาเบิกความยืนยันด้วยว่า ในการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน และโจทก์ยังมีนายมงคล

จิริยศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายกฎหมายของโจทก์มาเบิกความว่า หลังจากที่จำเลยที่ 2ได้รับหนังสือทวงถามของทนายโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ให้คนโทรศัพท์มาติดต่อนายมงคลหลายครั้ง รวมทั้งได้มีตัวแทนของจำเลยที่ 2 ไปพบนายมงคลที่บริษัทโจทก์เพื่อขอประนอมหนี้ด้วย ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน หรือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นสัญญาปลอม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใหญ่และอยู่ในวงธุรกิจย่อมต้องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้เป็นหลักฐานหรืออ้างคำพิพากษาอื่นใดเพื่อนำผู้กระทำผิดฐานปลอมเอกสารมาลงโทษ เนื่องจากสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมีวงเงินค้ำประกันสูงจึงอาจนำความเสียหายมาสู่จำเลยที่ 2 ได้ แต่จำเลยที่ 2 ก็มิได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งโจทก์เป็นสถาบันการเงินที่กระทรวงการคลังรับรอง คงไม่กล้าที่จะทำสัญญาค้ำประกันปลอมเพื่อให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดโดยไม่เป็นความจริง เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ประกอบเหตุผลดังกล่าวแล้ว เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยอมตนเข้าทำสัญญาค้ำประกันการกู้เงินของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.10 จริง ที่จำเลยที่ 2 นำนายชัชวาลย์ ดีที่สุด ผู้ช่วยเลขานุการของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า ลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.10 ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2นั้น เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ที่ขัดกับเหตุผล จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะให้รับฟังหักล้างเหตุผลและพยานหลักฐานโจทก์ได้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการต่อไปมีว่า

โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี คิดดอกเบี้ยทบต้นและคิดดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 5 ปี ได้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้ในสัญญากู้เงินจะระบุอัตราดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 18 หรือร้อยละ 20 ต่อปีและระบุให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 1 ปี ทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนที่ทบเข้าด้วยกันได้ก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิที่จะคิดได้เฉพาะในระหว่างอายุสัญญาเท่านั้น คือภายใน 1 ปีนับแต่วันทำสัญญากู้เงินแต่ละฉบับ เมื่อสัญญาแต่ละฉบับหมดอายุแล้วผู้กู้ไม่ชำระถือว่าผู้กู้ผิดนัด นับแต่วันที่ผู้กู้ผิดนัดโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี และทบต้นได้เฉพาะปีแรกเท่านั้น

หลังจากครบ 1 ปีแล้วสัญญากู้เงินเป็นอันยกเลิกโจทก์ไม่มีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยทบต้นต่อไปนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นสถาบันการเงิน จึงมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดได้ไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี ตามประกาศกระทรวงการคลังลงวันที่13 กรกฎาคม 2524 ในเมื่อตามสัญญากู้เงินได้มีการตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 และยินยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 1 ปี ทบเข้ากับต้นเงินและให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงในสัญญากู้เงินแต่ละฉบับต่อไปด้วยแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะคิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่ตกลงในสัญญาและคิดดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 1 ปี ทบต้นได้ต่อไปจนกว่าจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้นเมื่อโจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกิน 1 ปี

มาทบรวมกับยอดเงินต้นแล้วดอกเบี้ยที่ทบนั้นก็กลายเป็นเงินต้นไม่เป็นดอกเบี้ยที่ค้างอีกต่อไป ทั้งข้อตกลงตามสัญญากู้เงินข้อ 3 ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.9 มีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 655 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับข้อห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันและร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สันติ ทักราล · อุดม มั่งมีดี · สวรรค์ ศักดารักษ์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

Supreme Court Judgment No. 1301/2566

การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น เป็นข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับได้…

Supreme Court Judgment No. 4239/2554

การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้จำเลยที่ 1 มีโอกาสฟื้นฟูกิจการหรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของจำเลยที่ 1 กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ อันเป…

Supreme Court Judgment No. 2397/2545

จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์แบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจึงใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ…

Supreme Court Judgment No. 9223/2544

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 2 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในข้อ 3 ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up