คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานสมคบกับพวกปล้นทรัพย์ของนายไป๋ ขอให้ลงโทษตามมาตรา 301คดีได้ความว่า จำเลยผู้เดียวเข้าไปยกหีบบรรจุทรัพย์ซึ่งวางอยู่บนร้านที่นายไป๋นอนต่อหน้านายไป๋ ผู้กำลังนั่งอยู่ที่ร้านนั้น พอจำเลยคว้าหีบ นายไป๋ก็แย่งไว้ หีบพลัดตกน้ำลงไป จำเลยทำร้ายนายไป๋ด้วยมีดและไม้แล้วหนีไปแต่ตัวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 298, 60 เพราะจะลงโทษตามมาตรา 300 ก็เป็นการเกินคำขอของโจทก์ จำคุก 3 ปี 4 เดือนโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามมาตรา 301 และยื่นคำร้องขอแถลงการณ์ด้วยวาจาจำเลยอุทธรณ์ ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์เห็นว่า ในข้อแถลงการณ์ด้วยวาจา โจทก์ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 205 วรรคต้น จึงไม่อนุญาต ส่วนข้อกฎหมายเห็นว่า
โจทก์อ้างมาตรา 301 อยู่แล้ว หากจะไม่อ้างมาตรา 298 เสียเลย ศาลก็ลงโทษจำเลยตามมาตรา 300 ได้ เพราะโจทก์ระบุในฟ้องชัดเจนว่าจำเลยมีศาสตราวุธทำการชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทรัพย์ถึงบาดเจ็บศาลลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย พิพากษาแก้จำคุกจำเลยตามกฎหมายอาญา มาตรา 300 และ 60 มีกำหนด 5 ปีโจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความดังกล่าวเห็นว่าจำเลยยังไม่ได้เอาทรัพย์ไป จึงเป็นผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ และแม้โจทก์จะไม่อ้างมาตรา 300 มา แต่ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยปล้นทรัพย์โดยทำให้เจ้าทรัพย์บาดเจ็บ เมื่อพิจารณาได้ความว่าจำเลยพยายามชิงทรัพย์ ศาลก็ลงโทษได้ส่วนข้อที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้โจทก์แถลงการณ์ด้วยวาจานั้น เพียงเท่านี้
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ยังไม่เป็นการจำเป็นที่จะต้องให้ศาลอุทธรณ์ทำการพิจารณา และพิพากษาใหม่
Result
จึงพิพากษายืน