คำฟ้องและคำให้การ
คดี 3 สำนวนนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิจารณารวมกัน คดีที่นายมะสะดือเระเป็นโจทก์ 2 สำนวนนั้น ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงคงมีสำนวนนางติเมาะเป็นโจทก์ ซึ่งศาลฎีการับวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ และมีข้อเท็จจริงดังนี้ คือที่สวนและที่นาตามฟ้องเดิมเป็นของนางอิไหม นางอิไหมยกให้แก่นางมิเนาะตั้งแต่ก่อนนางมิเนาะเป็นภริยาจำเลย ต่อมานางมิเนาะยกที่นาและที่สวนให้แก่นางติเมาะโจทก์ โดยทำพิธียกให้ตามลัทธิศาสนาอิสลาม โจทก์และสามีเข้าครอบครองที่นาที่สวนนั้นมา 1 ปี นางมิเนาะก็ตาย โจทก์และสามีคงครอบครองทรัพย์รายนี้มาโดยความสงบและเปิดเผย จนเดือนสิงหาคม 2491 จำเลยจึงเข้าแย่งครอบครองศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่นาที่สวนพิพาทเป็นของโจทก์ ส่วนเรือนให้ประมูลหรือขายทอดตลาด
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า เรือนเป็นของจำเลยจำเลยฎีกาต่อมาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า นางมิเนาะยกที่นาที่สวนให้โจทก์จริงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน ผู้รับก็ได้เข้าครอบครองเป็นเจ้าของโดยความสงบและเปิดเผยติดต่อกันมาเป็นเวลา 6 ปีเศษ เช่นนี้ผู้รับก็ได้สิทธิครอบครอง เพราะที่นาที่สวนนี้ เป็นที่ยังไม่มีหนังสือสำคัญ และไม่ปรากฏว่าได้มาแต่เมื่อไร
Result
จึงพิพากษายืน