Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5102/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดมีที่ดินรวมกันเนื้อที่300 ไร่เศษ แต่สิทธิครอบครองที่ดินซึ่งโจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างสามารถแยกต่างหากจากกันได้ ราคาทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาย่อมต้องถือตามราคาที่ดินที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นของตนเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อที่ดินที่โจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างว่าเป็นของตนมีราคาไม่เกิน 200,000 บาทศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกา ราคาทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท คดีของโจทก์แต่ละคนจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดมีที่ดินซึ่งเป็นที่นาเนื้อที่รวมกัน 300 ไร่เศษ ได้มาโดยการครอบครองและรับโอนการครอบครองติดต่อกันมา ไม่ขาดสาย ตั้งแต่ก่อนประกาศใช้พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เมื่อทางราชการประกาศให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินไปแจ้งการครอบครองต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดได้ไปแจ้งการครอบครองถูกต้องแล้ว จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งนายอำเภอ จำเลยที่ 2ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่ดูแลรักษาที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อปี 2525 โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดได้รับหนังสือจากจำเลยที่ 1 แจ้งว่า พวกโจทก์บุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งทางราชการได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ไว้เมื่อปี 2494 อันเป็นระยะเวลาหลังจากที่พวกโจทก์ได้เข้าครอบครองที่ดินแล้ว และให้พวกโจทก์ออกจากที่ดินดังกล่าวโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่ยอมออก

เนื่องจากการสำรวจดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถูกจำเลยที่ 2 ดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุกที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ ทั้งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งจำหน่ายส.ค.1 และ น.ส.3 ที่ดินแปลงที่พวกโจทก์ครอบครอง เป็นเหตุให้พวกโจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงที่ 55 และเพิกถอนคำสั่งจำหน่าย ส.ค.1 และ น.ส.3 ของจำเลยที่ 2จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ร่วมกันของพลเมืองอันเป็นที่สาธารณประโยชน์โดยสภาพมาก่อนปี 2478ต่อมานายอำเภอได้สำรวจและจัดทำทะเบียนเป็นที่สาธารณประโยชน์ไว้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายเมื่อปี 2494 การที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการจับจองเองหรือรับโอนการครอบครองมา

ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์ ทั้งเป็นการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ การแจ้งการครอบครองรวมทั้งหลักฐานที่ได้จากการแจ้งการครอบครองของโจทก์ทั้งหมดเป็นการไม่ชอบคำสั่งจำหน่าย ส.ค.1 และ น.ส.3 สำหรับที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2เป็นคำสั่งที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เพราะการขึ้นทะเบียนที่สาธารณประโยชน์เป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอที่จะสำรวจและจัดทำ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12)

พ.ศ. 2534มาตรา 18 ซึ่งมีผลใช้บังคับในขณะโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดยื่นฎีกาบัญญัติว่า "ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทหรือไม่เกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง ฯลฯ" คดีนี้ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณะทำเลเลี้ยงสัตว์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเดิมเป็นที่รกร้างว่างเปล่ามาก่อนที่โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดจะเข้าจับจองเป็นเจ้าของ สภาพที่ดินมิใช่เป็นที่สาธารณะที่พลเมืองใช้ร่วมกันมาก่อนไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงคดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า

โจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดมีที่ดินรวมกันเนื้อที่ 300 ไร่เศษ แต่สิทธิครอบครองที่ดินซึ่งโจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างสามารถแยกต่างหากจากกันได้ ราคาทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาย่อมต้องถือตามราคาที่ดินที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่าเป็นของตนเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาว่าต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ปรากฏว่าที่ดินที่โจทก์แต่ละคนกล่าวอ้างว่าเป็นของตนมีราคาไม่เกินกว่า 200,000 บาท ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ดฎีกา ราคาทรัพย์สินที่พิพาทในชั้นฎีกาของโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกินกว่า 200,000 บาท คดีของโจทก์แต่ละคนจึงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายกฎีกาของโจทก์ทั้งยี่สิบเอ็ด

Matter details

Panel of judges
วุฒิ คราวุฒิ · มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Supreme Court Judgment No. 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

Supreme Court Judgment No. 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

Supreme Court Judgment No. 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

Supreme Court Judgment No. 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up