Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 510/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามสัญญากู้เงินระบุว่า จำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ ดังนั้น เมื่อขณะทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้เงินกำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจึงเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและตามข้อตกลงของคู่สัญญาแล้วไม่ทำให้สัญญาในส่วนนี้เป็นโมฆะ ทั้งการคิดดอกเบี้ยโจทก์ก็คิดตามประกาศของโจทก์ซึ่งมีอัตราขึ้นลง มิได้คิดตามที่สัญญากู้เงินกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีจึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย แต่การที่โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยให้ไถ่ถอนจำนองให้เสร็จภายใน 30 วัน ซึ่งในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ดังนั้น ภายหลังจากเลิกสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ 15.5 ต่อปีต่อไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้น เพราะเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้น โจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาซึ่งสิ้นสุดไปแล้วมาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ได้อีกต่อไป

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 5,500,000บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 23 ธันวาคม2543 แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้คืนก่อนกำหนด จำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันไว้ต่อโจทก์ หลังจากทำสัญญากู้เงิน จำเลยไม่เคยชำระหนี้โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลย ซึ่งจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วน และเมื่อหักทอนแล้วจำเลยยังคงค้างชำระหนี้โจทก์ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินจำนวน 5,500,000 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 3,552,281.32 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,052,281.32 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18ต่อปี ในต้นเงิน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนจำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญากู้เงินและไม่เคยรับเงินจากโจทก์ทั้งไม่เคยจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้ต่อโจทก์ สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอมและโจทก์เรียกดอกเบี้ยซ้ำซ้อนเกินอัตรา ตลอดจนไม่เคยบอกกล่าวทวงถาม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 9,052,281.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน 5,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มีนาคม2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 9556 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว

จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ขณะทำสัญญากู้เงินโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปที่จะเรียกจากลูกค้าไม่เกินร้อยละ 17.50 ต่อปีแต่ตามสัญญากู้เงินกลับกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ถึงร้อยละ 19 ต่อปี ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 2 ระบุว่าจำเลยผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยแก่โจทก์ผู้ให้กู้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์พึงเรียกเก็บจากผู้กู้ยืมได้ ดังนั้น เมื่อขณะทำสัญญาธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไว้ร้อยละ 19 ต่อปี การที่สัญญากู้เงินกำหนดดอกเบี้ยไว้ในอัตราดังกล่าวจึงเป็นไปตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยและตามข้อตกลงของคู่สัญญาไม่ทำให้ข้อสัญญาในส่วนนี้เป็นโมฆะ และสำหรับการคิดคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ตามที่เป็นจริงนั้น

นายนพดล ตันเจริญ เจ้าหน้าที่สินเชื่อเบิกความว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์ ซึ่งมีอัตราขึ้นลงแม้นายนพดลจะไม่ทราบว่าระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2533 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใด เพราะนายนพดลมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้คิดคำนวณดอกเบี้ย แต่ตามหลักฐานบัญชีภาระหนี้สินของจำเลยเอกสารหมาย จ.8 ปรากฏว่าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2537 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี ระหว่างวันที่ 14มีนาคม 2537 ถึงวันที่ 9 มิถุนายน 2537 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2537 ถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปีระหว่างวันที่ 10 มีนาคม 2538 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2540 โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนายนพดลว่าการคิดดอกเบี้ยนั้นโจทก์คิดตามประกาศของโจทก์ซึ่งมีอัตราขึ้นลง มิได้คิดตามที่สัญญากู้เงินกำหนดไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี กรณีดังกล่าวนับว่าเป็นคุณแก่จำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่าหลังจากโจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยแล้วโจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามสัญญาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยกับจำเลยอีกต่อไป การปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์หลังจากสัญญาสิ้นสุดลงจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2537 ให้จำเลยชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันในช่วงระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ดังนั้นภายหลังจากเลิกสัญญาโจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราเดิมคือร้อยละ 15.5 ต่อปีไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จสิ้นเท่านั้นเพราะเป็นกรณีที่ถือได้ว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวมาแต่ต้นโจทก์ไม่อาจอาศัยข้อสัญญาซึ่งสิ้นสุดไปแล้วมาทำการปรับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากจำเลยให้สูงขึ้นตามประกาศของโจทก์ได้อีกต่อไปฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ตามหลักฐานบัญชีภาระหนี้สินของจำเลยเอกสารหมาย

จ.8ปรากฏว่าหลังจากสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์คิดดอกเบี้ยจากหนี้สินคงค้างในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 9 มีนาคม 2538 มียอดหนี้ 7,050,582.69 บาท ดังนั้นจึงให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ตามยอดหนี้ในวันดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,050,582.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,500,000 บาท นับแต่วันที่ 10 มีนาคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์เสร็จสิ้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
วิรัช ลิ้มวิชัย · สุรพล เจียมจูไร · ทองหล่อ โฉมงาม
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5376/2560

การที่จำเลยยอมชำระดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 411 จำเลยหาอาจเรียกร้องให้คืนเงินดอกเบี้ยที่ชำระได้ไม่ แต่ในข้อนี้ศาลฎีกาโดย…

Supreme Court Judgment No. 14792/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทน…

Supreme Court Judgment No. 3132/2556

ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับจากจำเลยตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 9 ต้องเป็นผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องแ…

Supreme Court Judgment No. 5352/2553

ในโครงการอาคารชุด ร. จำเลยจัดทำภาพจำลองอาคารและแผ่นโฆษณาระบุว่าจำเลยจะก่อสร้างอาคารศูนย์สรรพสินค้าขนาดใหญ่ติดกับอาคารชุด โดยมีสระน้ำขนาดใหญ่บนอาคารจอดรถของอาคารชุดเพื่อจูงใจลูกค้าให้ซื้อห้องชุดในโครงก…

Supreme Court Judgment No. 6465/2552

โจทก์เป็นบริษัทจำกัดที่ประกอบกิจการให้เช่าซื้อทรัพย์สินและให้กู้เงิน เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย การเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ของโจทก์จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up