คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องต่อศาลแขวงธนบุรีว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งในขณะนั้นได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ที่ ๑ ได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยเจตนาทุจริต ด้วยการใช้และยุยงส่งเสริมของจำเลยที่ ๒ กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ได้บังอาจนำเช็คของโจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท มอบให้จำเลยที่ ๒ เพื่อให้จำเลยที่ ๒ นำเช็คนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตน และต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้นำเช็คดังกล่าวไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้เปิดไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาภาษีเจริญให้เรียกเก็บเงินจากบัญชีของโจทก์ที่ ๑ ซึ่งได้เปิดไว้กับธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาเยาวราช ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาเยาวราช จึงได้ตัดเงินจากบัญชีโจทก์ที่ ๑ จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามเช็คจ่ายให้ไปทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย
เหตุเกิดที่ตำบลบางหว้า อำเภอภาษีเจริญ ตำบล(แขวง) ลาดยาว อำเภอ (เขต) บางเขน กรุงเทพมหานคร เกี่ยวเนื่องกัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓, ๘๔ ศาลชั้นต้นไต่มูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าเหตุเกิดที่ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน นอกเขตอำนาจศาลแขวงธนบุรี พิพากษายกฟ้องโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา มีปัญหามาสู่ศาลฎีกาว่าคดีนี้เหตุเกิดที่ท้องที่ใด ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็คของห้างหุ้นส่วนโจทก์ที่ ๑ ให้แก่จำเลยที่ ๒ ที่ตำบลลาดยาว อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร แล้วจำเลยที่ ๒ นำเช็คนั้นไปเข้าบัญชีที่ธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาภาษีเจริญ
ศาลฎีกาเห็นว่า การนำเช็คไปเข้าบัญชีและรับเงินก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความผิดตามฟ้องสำเร็จบริบูรณ์ ท้องที่ที่จำเลยที่ ๑ สั่งจ่ายเช็ค และท้องที่ที่จำเลยที่ ๒ นำเช็คไปเข้าบัญชีต่างก็เป็นที่เกิดเหตุคดีนี้ ธนาคารกสิกรไทย จำกัดสาขาภาษีเจริญ อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงธนบุรี ศาลแขวงธนบุรีจึงมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒
Result
พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยถึงมูลคดีซึ่งจำเลยต้องหาแล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี