Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2553 (ref. 509385)

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องว่า โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานกับจำเลยตามวัน เดือน ปี ที่ระบุในคำฟ้องจนถึงวันสุดท้ายที่อ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้าง และเรียกค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยนับจากวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วคำนวณเป็นยอดเงินรวมของค่าจ้าง ค่าทำงานวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยค้างจ่ายเงินดังกล่าวในงวดใด วัน เดือน ปีใด และค้างจ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะวันหยุดนั้น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีถึง 3 ประเภท คือวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งตามมาตรา 61 บัญญัติค่าทำงานในวันหยุดสำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดกับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไว้แตกต่างกัน แต่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมิได้บรรยายคำฟ้องให้ชัดแจ้งว่าจำเลยค้างชำระค่าทำงานในวันหยุดประเภทใด อัตราค่าทำงานในวันหยุดเท่าไร คำฟ้องของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม การกำหนดประเด็นพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจาก พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ เดิมโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดซึ่งเป็นคนต่างด้าวพักอาศัยในโรงงานของจำเลย ต่อมาขอออกไปพักอาศัยนอกโรงงานโดยทำข้อตกลงร่วมกับจำเลยว่าโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง การที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่มีใบอนุญาตทำงานจะไม่สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานเป็นการดำเนินการให้ต้องตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด หาใช่เกิดจากความประสงค์ของจำเลยแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานไม่

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนนี้ศาลแรงงานภาค 6 สั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 158 ตามลำดับ และให้เรียกจำเลยทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำนวนว่า จำเลย โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 158 แต่ละคนตามจำนวนที่ระบุในคำขอท้ายฟ้องพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินของโจทก์แต่ละคนจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 6 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดในประการแรกที่สมควรยกขึ้นวินิจฉัยก่อนใน ข้อ 3.2 ว่า คำฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดสำหรับในส่วนของค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอ้างว่าจำเลยค้างจ่ายเคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ทำนองว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องถึงความเป็นนายจ้างลูกจ้าง สภาพการจ้าง การจ่ายค่าจ้างไว้ครบถ้วน จำเลยไม่หลงต่อสู้คดีอีกทั้งจำเลยได้ส่งเอกสารการจ่ายค่าจ้างเข้ามาในคดี เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่จะต้องพิจารณาจากคำฟ้อง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดบรรยายฟ้องว่า

โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเข้าทำงานกับจำเลยตามวัน เดือน ปี ที่ระบุในคำฟ้องของโจทก์แต่ละคนจนถึงวันสุดท้ายที่โจทก์แต่ละคนอ้างว่าถูกจำเลยเลิกจ้างคือวันที่ 29 ธันวาคม 2548 และบรรยายฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอ้างว่าจำเลยค้างจ่าย โดยนับจากวันที่โจทก์แต่ละคนเข้าทำงานจนถึงวันสุดท้ายที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุแล้วคำนวณเป็นยอดเงินรวมของค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลา โดยมิได้บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยค้างจ่ายเงินดังกล่าวในงวดใด วัน เดือน ปีใด และค้างจ่ายแต่ละครั้งเป็นจำนวนเท่าใด โดยเฉพาะวันหยุดนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 มีถึง 3 ประเภท

คือวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งตามมาตรา 61 กำหนดค่าทำงานในวันหยุดสำหรับลูกจ้าง ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดกับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดไว้แตกต่างกัน แต่ทนายความของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดก็มิได้บรรยายคำฟ้องให้ชัดแจ้งว่า จำเลยค้างชำระค่าจ้างในวันหยุดประเภทใด อัตราค่าทำงานในวันหยุดเท่าไร ฟ้องโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม

อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดฟังไม่ขึ้น โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ข้อ 3.1 ในทำนองว่า ศาลแรงงานภาค 6 กำหนดให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดนำสืบก่อนแล้วจึงให้จำเลยสืบแก้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเสียเปรียบ เนื่องจากจำเลยอ้างข้อเท็จจริงในคำให้การขึ้นใหม่ว่า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงต้องมีหน้าที่นำสืบก่อนนั้น เห็นว่า การกำหนดประเด็นพิพาทและหน้าที่นำสืบในคดีแรงงานไม่จำต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะได้บัญญัติไว้แล้วในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ว่าในกรณีมีประเด็นที่ยังไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกัน ให้ศาลแรงงานจดประเด็นข้อพิพาทและบันทึกคำแถลงของโจทก์กับคำให้การของจำเลยอ่านให้คู่ความฟังและให้ลงลายมือชื่อไว้ โดยจะระบุให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังก็ได้ แล้วให้ศาลแรงงานกำหนดวันสืบพยานไปทันที

บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดในคดีแรงงานนำพยานมาสืบก่อนหรือหลังนั้นเป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลแรงงานโดยเฉพาะ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้าย ข้อ 3.3 ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหรือไม่ และจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดนำสืบให้เห็นชัดเจนว่าหลังจากมีการทำบันทึกข้อตกลงแล้ว โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดก็ย้ายไปพักอาศัยอยู่นอกโรงงานของจำเลย และจะเข้าไปภายในโรงงานของจำเลยได้ก็ต่อเมื่อมีชื่อปรากฏอยู่ในประกาศที่จำเลยปิดเอาไว้

ประกอบกับจำเลยไม่ดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด ทั้ง ๆ ที่เดิม หากโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดพักอาศัยอยู่ภายในโรงงานของจำเลย จำเลยก็จะดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้ โดยจำเลยจะหักค่าจ้างหรือค่าตอบแทนภายหลัง โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงถูกจำเลยกลั่นแกล้งไม่ยอมให้กลับเข้าไปทำงาน ไม่จ่ายงานให้ทำและไม่จ่ายค่าจ้าง ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาเลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดและการที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่า ลูกจ้างที่อยู่ในโรงงานการจะหลบหนีย่อมทำได้ยาก ไม่เกี่ยวกับสภาพการจ้างและอำนาจการบังคับบัญชาไม่น่าจะเกี่ยวกับการควบคุมตัวบุคคลอันอาจเข้าข่ายการบังคับใช้แรงงานที่ขัดต่อกฎหมายนั้น

เห็นว่า ศาลแรงงานภาค 6 ฟังข้อเท็จจริงว่าเดิมโจทก์ทั้งร้อยห้าสิบแปดพักอาศัยในโรงงานของจำเลย ต่อมาได้ขอออกไปพักอาศัยนอกโรงงานโดยทำข้อตกลงร่วมกันกับจำเลยตามบันทึกข้อตกลง โดยโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตทำงานจะสิ้นสุดลงโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง ต่อมาโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ได้นำพาต่อการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน และปล่อยปละละเลยให้ใบอนุญาตทำงานหมดอายุไปแล้ว จำเลยจึงไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดเข้าทำงานอีก เพราะจำเลยเกรงจะมีความผิดตามกฎหมาย ดังนั้นการที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าหากไม่มีใบอนุญาตทำงานก็จะไม่สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปได้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยต่อไป

การที่จำเลยไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานก็เป็นการดำเนินการให้ต้องตามความประสงค์ของโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดที่ไม่ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานนั่นเอง หาใช่เกิดจากความประสงค์ของจำเลยแต่ต้นที่จะไม่ให้โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดทำงานไม่ ที่ศาลแรงงานภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปด จึงไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดจึงชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งหนึ่งร้อยห้าสิบแปดประการสุดท้ายนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · ดิเรก อิงคนินันท์ · วิรุฬห์ แสงเทียน
Lower court
ศาลแรงงานภาค 6 - นายเดชวิบุล พนาเศรษฐเนตร
Supreme Court black case no.
ร182-338/2553
Trial court black case no.
พ267/2551
Trial court red case no.
พ252/2552
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 712240)

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว่า หากนายจ้างประส…

Supreme Court Judgment No. 3680/2567

บ. เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งช่างเจียระไน โดยมีข้อเสนอนอกเหนือจากงานในตำแหน่งช่างเจียระไน ว่า จำเลยที่ 1 เสนอให้ บ. รับผลิตงานเพิ่มเติม ตามสัญญาการทำงาน ข้อ 2 แต่การรับผลิตงานเพิ่มเติมดังกล่าวจะ…

Supreme Court Judgment, B.E. 2566 (ref. 690882)

การทำงานล่วงเวลา พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้ว่า "ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป" ซึ่งหมายความว…

Supreme Court Judgment No. 4171/2566

กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7…

Supreme Court Judgment, B.E. 2563 (ref. 662375)

การพิจารณาว่า ลูกจ้างซึ่งดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหารจะมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด หรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดหรือไม่ ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 และมาตรา 66 โดยมาตร…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up