Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 5024/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 26เป็นของโจทก์หรือจำเลย ดังนี้ ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงคลุมไปถึงประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่า นิติกรรมการกู้ยืมเงินอำพรางนิติกรรมการซื้อขายที่ดินแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า สัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางการซื้อขายที่ดินพิพาท และเมื่อมารดาโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่มารดาจำเลยและจำเลยครอบครองต่อมา ที่ดินจึงตกเป็นของจำเลยแล้วนั้นเป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง และที่จำเลยฎีกาว่า สัญญากู้เงินไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของคู่สัญญาเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้นั้น จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรของนางกิ้มฉุ้ย จำเลยเป็นบุตรของนางขิ้ม นางกิ้มฉุ้ยและนางขิ้มถึงแก่กรรมแล้ว นางกิ้มฉุ้ยมารดาโจทก์ยืมเงินนางขิ้มมารดาจำเลย 10,000 บาท และได้นำที่ดินนาตาม ส.ค.1 ให้ยึดถือไว้เป็นประกัน และยอมให้มารดาจำเลยทำนาต่างดอกเบี้ย เมื่อมารดาจำเลยถึงแก่กรรม จำเลยได้ทำนาแปลงดังกล่าวแทนดอกเบี้ยจนกระทั่งปัจจุบัน ต่อมาเดือนเมษายน 2532จำเลยไปยื่นเรื่องราวขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โจทก์ไปคัดค้าน ที่นาทำนาได้เมื่อหักต้นทุนแล้วจะได้เงินปีละ1,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่นาตามฟ้องเป็นของโจทก์ ให้จำเลยคืนที่นาให้โจทก์ พร้อมแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 26ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงินปีละ 1,000 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะคืนที่นาให้โจทก์จำเลยให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างนางกิ้มฉุ้ยมารดาโจทก์และนางขิ้มมารดาจำเลยนั้นมิได้มีเจตนาผูกพันกัน หากแต่เป็นสัญญาอำพรางการซื้อขายที่ดินตามฟ้อง โดยมารดาโจทก์ขายที่ดินให้มารดาจำเลย 10,000 บาท เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2513 มารดาโจทก์ส่งมอบ ส.ค.1 และส่งมอบการครอบครองให้แก่มารดาจำเลยมารดาจำเลยได้ครอบครองทำประโยชน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถึงปี 2520มารดาจำเลยถึงแก่กรรม ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นของจำเลยจำเลยได้ครอบครองและทำนาในที่ดินแปลงดังกล่าวในฐานะเจ้าของจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 12 ปีแล้ว จำเลยมิได้ทำนาต่างดอกเบี้ยโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า

พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่า ฟังได้ว่าที่พิพาทเป็นของมารดาโจทก์ให้มารดาจำเลยทำกินต่างดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ใช่เป็นการซื้อขาย แต่โจทก์ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ จึงไม่มีอำนาจบังคับให้จำเลยคืนที่พิพาท พิพากษายกฟ้องจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยได้ให้การไว้ด้วยว่า การทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินทำขึ้นเพื่อเป็นการอำพรางการซื้อขายที่ดิน ส.ค.1 เลขที่ 26 แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นไว้เป็นการไม่ชอบนั้น

เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ด้วยว่า ที่ดินตาม ส.ค.1 เลขที่ 26 ดังกล่าวเป็นของโจทก์หรือจำเลย ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้คลุมไปถึงประเด็นตามคำให้การจำเลยที่ให้การต่อสู้ว่านิติกรรมการกู้ยืมเงินอำพรางนิติกรรมการซื้อขายที่ดินทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้วด้วย การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นนิติกรรมอำพรางการซื้อขายที่ดินพิพาทและเมื่อมารดาโจทก์ได้ส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่มารดาจำเลยและจำเลยครอบครองต่อมา ที่ดินจึงตกเป็นของจำเลยแล้วนั้นเป็นฎีกาที่โต้เถียงข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาต่อมาว่า

สัญญากู้เงินไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของคู่สัญญาเป็นเอกสารที่รับฟังไม่ได้นั้นจำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมชาย รังสิกรรพุม · สังเวียน รัตนมุง · ชลอ บุณยเนตร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 229/2540

ที่จำเลยฎีกาเป็นข้อกฎหมายว่าโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามรถยนต์คันที่เช่าซื้อนั้นจำเลยให้การแต่เพียงว่ารถยนต์มีสภาพเก่าและโจทก์มิได้ประสงค…

Supreme Court Judgment No. 2281/2539

จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์เนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติรายละเอียดจำเลยจะนำสืบและอ้างเอกสารส่งในชั้นพิจารณาคำให้การของจำเลยจึงมีประเด็นว่าที่…

Supreme Court Judgment No. 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

Supreme Court Judgment No. 951/2546

แม้โจทก์จะเป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงจะตกแก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์ไม่ได้ให้การปฏิเสธข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างโดยชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแ…

Supreme Court Judgment No. 73/2546

ที่จำเลยฎีกาว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยขอรังวัดออกโฉนดที่ดินนั้น โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจาก ผ.ตั้งแต่ปี 2495 ต่อมาจำเลยได้ขอออกโฉนดที่ดินทับที่ดินพิพาท จำเลยให้การว่า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up