คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสามสำนวนนี้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิจิตรทำการพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยโจทก์ฟ้องกล่าวหาอย่างเดียวกันว่า คณะกรรมการอำเภอเมืองจังหวัดพิจิตรเรียกเก็บภาษีข้าวเปลือกหรือยุ้งใส่ข้าวเปลือกของโจทก์โดยอนุเคราะห์เป็นประเภทร้านค้า โจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อพนักงานประเมินภาษีตลอดมาถึงจำเลย ต่างชี้ขาดว่าการเก็บภาษีของอำเภอเป็นการเก็บภาษีโรงค้าประเภทร้านค้าถูกต้องแล้วจึงขอให้เพิกถอนการเก็บภาษีโรงค้าที่เรียกเก็บจากโจทก์และให้คืนเงินค่าภาษีที่โจทก์ชำระไปข้อเท็จจริงคู่ความรับกันว่า โจทก์ทั้งสามสำนวนนี้ต่างทำการค้าข้าวเปลือก การซื้อและการขายข้าวเปลือกไม่ได้กระทำกันที่ยุ้งข้าวที่ถูกเก็บภาษี คือว่าโจทก์ไปไปตกลงซื้อข้าวที่อื่นแล้ว นำข้าวมาเก็บไว้ในยุ้ง
เวลาขายก็ไปตกลงขายกันที่อื่น เมื่อตกลงขายกันเรียบร้อยแล้ว ก็มาชั่งตวงข้าวเปลือกส่งมอบให้ผู้ซื้อที่ยุ้งนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีโรงค้าให้โจทก์ทั้งสามสำนวนศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า คำว่า ร้านค้า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78 วรรค 2 ซึ่งหมายความว่า สถานที่ซึ่งใช้ในการประกอบหรือดำเนินกิจการค้านั้น หาได้หมายแต่เพียงการส่งมอบหรือโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่ขายเท่านั้นไม่ จะต้องหมายความอย่างที่คนธรรมดาสามัญเข้าใจกันอยู่โดยทั่ว ๆ ไป คือหมายถึงสถานที่ที่ประชาชนทั่ว ๆ ไปจะติดต่อทำการซื้อหรือทำการขายสินค้าชนิดนั้น ๆ กับผู้ค้าของชนิดนั้น ๆ หรือตัวแทนของเขาได้ตามปกติ ฉะนั้นยุ้งข้าวเป็นเพียงสถานที่เก็บสินค้าตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้ จึงหาอยู่ในความหมายของร้านค้าตามประมวลรัษฎากรไม่
Result
จึงพิพากษากลับศาลอุทธรณ์ให้บังคับคดีตามศาลชั้นต้น