คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ไปรวม ๕ ครั้ง จึงขอให้บังคับจำเลยใช้ต้นเงินแลดอกเบี้ยรวม ๖๙๔๗ บาท ๙๓ สตางค์ จำเลยต่อสู้ว่าได้กู้เงินโจทก์ไปคราวเดียวเพียง ๑๐๐๐ บาท โดยคิดดอกเบี้ยชั่งละ ๔ บาทต่อเดือน จำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้แล้วชั่งละ ๑ บาทต่อเดือน ส่วนที่ค้างอยู่อีกชั่งละ ๓ บาทต่อเดือนนั้นโจทก์ได้ขู่เข็ญให้จำเลยทำต้นเงินกู้เป็นคราว ๆ บางคราวก็ทำสัญญาใหม่รวมกับต้นเงินด้วยฉะนั้นดอกเบี้ยที่เกินกำหนดกฎหมายที่ให้จำเลยทำเป็นต้นเงินกู้นั้นต้องนับว่าเป็นโมฆะ จึงขอชำระต้นเงินเพียง ๑๐๐ บาท ศาลเดิมงดสืบพะยานแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อที่จำเลยต่อสู้ว่าถูกโจทก์ข่มขู่ว่าถ้าไม่ยอมทำสัญญาให้จะต้องถูกฟ้องเรียกเงินกู้นั้น ตามประมวลแพ่ง ม.๑๒๗ หาทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะไม่ แลเห็นว่าตามประมวลแพ่ง ม.๖๕๔ ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ ๑๕ ต่อปี ฉะนั้นถ้าหากว่าความเป็นจริงดังจำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้เงินในจำนวนเงินดอกเบี้ยที่ค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยเกินกำหนดในกฎหมายแล้วก็นับว่าสัญญากู้เช่นนี้เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ แลคู่ความย่อมนำสืบถึงความข้อนี้ได้ เพราะเป็นการสืบหักล้างเอกสารสัญญา
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ที่สั่งให้ศาลเดิมสืบพะยานโจทก์จำเลยต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ ่