คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลทำลายนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน ซึ่งจำเลยที่ 1 โอนขายให้จำเลยที่ 5 ที่ 6 โดยนำใบมอบฉันทะซึ่งโจทก์เซ็นแต่ชื่อมิได้กรอกข้อความ มอบไว้แก่จำเลยที่ 2 ไปใช้โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 สมคบกันกรอกข้อความเท็จลงไปในใบมอบฉันทะนั้นแล้วไปโอนขายให้จำเลยที่ 5 ที่ 6 โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยเลยจำเลยทุกคนให้การต่อสู้ว่า ในใบมอบฉันทะถูกต้องตรงกับความจริงและจำเลยที่ 5 ที่ 6 ซื้อไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลอนุญาต
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังตามโจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้เซ็นแต่ชื่อลงในใบมอบฉันทะโดยไม่ได้กรอกข้อความอะไรเลยมอบให้จำเลยที่ 2 ไว้เพื่อว่าเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จะได้โอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 2 ตามที่ตกลงไว้ แล้วจำเลยที่ 1, 2 และ 4 คบคิดกันกรอกข้อความลงในใบมอบฉันทะว่า โจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 ไปขายที่ดินนี้แก่จำเลยที่ 5, 6 ซึ่งผิดจากที่มอบหมายไว้ก็ดี เป็นเรื่องยักยอกตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 315 ถ้าจำเลยที่ 5, 6 รับซื้อไว้โดยสุจริต รูปคดีเข้าลักษณะความรับผิดของตัวการต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 โจทก์ซึ่งเป็นตัวการต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 5, 6 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกปัญหาว่า
จำเลยที่ 5, 6 ได้ทำสัญญาซื้อโดยสุจริตหรือไม่นั้นตามฟ้องโจทก์ไม่กล่าวเลยว่า จำเลยที่ 5, 6 ได้สมคบกับจำเลยที่ 1 หรือว่ากระทำการโดยไม่สุจริตประการใด ทั้งไม่นำสืบถึงความไม่สุจริตของจำเลยทั้งสองผู้ซื้อนี้แต่อย่างใดเลย จึงไม่มีทางเพิกถอนสัญญาซื้อขายตามที่โจทก์ขอได้พิพากษากลับให้ยกฟ้อง