เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์ไม่ได้ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากจำเลย คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ให้การว่าได้ลาออกจากกรรมการตามใบลาลงวันที่9 มีนาคม 2526 ก่อนที่จะมีการดำเนินงานร้านสหกรณ์ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 8 ให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคณะกรรมการดำเนินการร้านสหกรณ์ จำเลยที่ 8มิได้เป็นกรรมการร้านสหกรณ์ หากแต่เป็นเพียงลูกจ้างจึงไม่ต้องรับผิดจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ให้จำเลยที่ 8 ออกจากตำแหน่งผู้จัดการร้านสหกรณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2526 เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอกับตำแหน่ง โดยมิได้ระบุว่าทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใด จำเลยที่ 8 จึงไม่ต้องรับผิดชอบตามฟ้อง
หากต้องรับผิดก็ไม่เกิน 1,664.62 บาท ในส่วนที่เป็นข้อผิดพลาดในการบันทึกบัญชีสินค้าคลาดเคลื่อน โจทก์ทราบว่ามีสิทธิเรียกทรัพย์คืนและรู้ตัวผู้กระทำผิดวันที่ 31 ตุลาคม 2526 โจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่14 ตุลาคม 2529 คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความและพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการร้านสหกรณ์รูสะมิแล จำกัด จำเลยที่ 8 เป็นผู้จัดการระหว่างที่จำเลยที่ 1ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 เป็นคณะกรรมการ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4ถึงที่ 7 ได้เลิกจ้างจำเลยที่ 8 โดยไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานการเงินและการบัญชีของร้านสหกรณ์ตามข้อบังคับเอกสารหมาย
ปจ.2 และได้คืนหลักประกันให้จำเลยที่ 8 ต่อมาพนักงานตรวจสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เข้าตรวจสอบฐานะการเงินของร้านสหกรณ์ เมื่อสิ้นปีการเงินวันที่ 31 ตุลาคม 2526 ปรากฏว่าร้านสหกรณ์ขาดทุนขั้นต้น270,000 บาทเศษ การตรวจสอบใช้วิธีวิเคราะห์สินค้าคงเหลือ สำหรับสินค้าที่ขายระหว่างปีใช้วิธีนำเอาเปอร์เซ็นต์กำไรขั้นต้นของงบดุล 3 ปี ย้อนหลังเป็นตัวเปรียบเทียบ เนื่องจากร้านสหกรณ์ไม่ได้ทำทะเบียนสินค้าและทะเบียนซื้อสินค้าที่กำหนดขายสินค้าไว้แน่นอน จึงเป็นความผิดของคณะกรรมการที่ไม่ควบคุมดูแลฝ่ายจัดการให้ปฏิบัติให้เรียบร้อย อย่างไรก็ดีเมื่อวิเคราะห์สินค้าทั้งหมด แล้วปรากฏว่าขาดไป ปรากฏตามรายงานการตรวจบัญชีเอกสารหมาย
ปจ.5 เมื่อคณะกรรมการร้านสหกรณ์ชุดใหม่โดยนายปัญญ์ ยวนแหล ประธานกรรมการเข้ารับหน้าที่ต่อจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 7 ได้ตรวจสอบสินค้าอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2526 จนถึงวันที่ 28 มีนาคม 2527พบว่าสินค้าขาดหายอีก ตามหนังสือเรื่องขอแจ้งงบดุลเอกสารหมาย ปจ.6รวมเป็นเงินค่าสินค้าที่ขาดหายทั้งสิ้น 649,349.69 บาท เมื่อวันที่28 มิถุนายน 2528 โจทก์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ได้มอบอำนาจให้สหกรณ์จังหวัดปัตตานีดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายจากคณะกรรมการดำเนินการร้านสหกรณ์รูสะมิแล จำกัด และโจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทุกคนชำระเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2528ปรากฏตามเอกสารหมาย ปจ.7พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยอันดับแรกว่า
คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ซึ่งโจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์คืนและให้ชดใช้ราคาทรัพย์จึงเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 เนื่องจากสหกรณ์จังหวัดผู้เสียหายไม่ดำเนินการฟ้องคดี โจทก์ซึ่งเป็นนายทะเบียนสหกรณ์จึงมีสิทธิฟ้องคดีภายในกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความนั้นเห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยทุกคนได้ทรัพย์ เพราะการที่บุคคลอีกคนหนึ่งกระทำเพื่อชำระหนี้ก็ดี หรือได้มาด้วยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเสียเปรียบ อันเป็นมูลแห่งลาภมิควรได้ ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วตั้งแต่ศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ถึงอย่างไรก็ตาม ฟ้องโจทก์และข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบได้ความว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 ที่เลิกจ้างจำเลยที่ 8 โดยไม่จัดให้มีการตรวจสอบหลักฐานทางบัญชีและการเงินไม่ควบคุมดูแลฝ่ายจัดการให้ปฏิบัติตามข้อบังคับของร้านสหกรณ์เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย เมื่อทำงบดุลปลายปี 2526 สินค้าขาดบัญชีจำนวน 649,349.69 บาท ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะจำเลยที่ 8 ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ ทำให้ร้านสหกรณ์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อร้านสหกรณ์รูสะมิแล จำกัด นั้นเอง แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ขาดบัญชี ก็มิใช่กรณีฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนอันเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 เพราะไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่ขาดหายอยู่ในความครอบครองของจำเลยทุกคนเมื่อเป็นคดีละเมิดเช่นนี้
โจทก์ซึ่งเป็นนายทะเบียนสหกรณ์และฟ้องคดีแทนร้านสหกรณ์รูสะมิแล จำกัด ย่อมต้องฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 แต่เมื่อปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีก็ดี หรือหนังสือของทนายความโจทก์ทวงถามจำเลยทุกคนก็ดี ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2528 และวันที่28 กันยายน 2528 ตามลำดับ ตามเอกสารท้ายฟ้องเท่ากับโจทก์ได้ทราบถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนวันที่ 28 มิถุนายน2528 หรืออย่างช้าก็วันที่ 28 กันยายน 2528 อันเป็นวันทวงถามให้ชำระค่าเสียหายนั้นเอง เมื่อจำเลยทุกคนไม่ชำระ โจทก์จึงยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2529 ซึ่งเกินหนึ่งปีแล้ว ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นและไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"
Result
พิพากษายืน