Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4800/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนระบุอ้างแต่ ป.อ. มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้น โดยมิได้อ้างมาตรา 340 อันเป็นบทบัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็ระบุไว้ที่หน้าคำฟ้องในช่องฐานความผิดว่าปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป และให้พ้นการจับกุมประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 340 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ แสดงว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และมีผลเท่ากับโจทก์อ้างมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) แล้ว เพียงแต่โจทก์ระบุบทมาตราที่ขอให้ลงโทษขาดตกบกพร่องเท่านั้นคำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 80, 83, 91, 92, 288, 340 ตรี, 357, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 กับให้บวกโทษของจำเลยที่ 4 ซึ่งรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4394/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340 วรรคสี่ (ที่ถูก มาตรา 340 วรรคสอง และวรรคสี่), 340 ตรี, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงและโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 24 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง

หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 26 ปี 12 เดือน จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกคนละ 18 ปี จำเลยที่ 4 จำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ให้บวกโทษของจำเลยที่ 4

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ...การที่นำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพไม่พร้อมกัน แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ซึ่งหากไม่เป็นความจริงย่อมเป็นการยากที่พนักงานสอบสวนจะบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ชี้และแสดงท่าทางประกอบเช่นนั้นได้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แม้ความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ระบุอ้างแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้น โดยมิได้อ้างมาตรา 340 อันเป็นบทบัญญัติองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ไว้ก็ตาม แต่โจทก์ก็ระบุไว้ที่หน้าคำฟ้องในช่องฐานความผิดว่าปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นการจับกุม

ประกอบกับคำฟ้องของโจทก์ก็ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ครบองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามบทบัญญัติมาตรา 340 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจข้อหาได้ดีและไม่หลงต่อสู้ แสดงว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว และมีผลเท่ากับโจทก์อ้างมาตราในกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) แล้ว เพียงแต่โจทก์ระบุบทมาตราที่ขอให้ลงโทษขาดตกบกพร่องเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ ศาลลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนยิง และโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมตามที่พิจารณาได้ความได้

ส่วนจำเลยที่ 4 โจทก์มีนางสมควรเป็นพยานเบิกความว่า วันเดือนปีใดซึ่งพยานจำไม่ได้แล้วเวลาประมาณ 15 นาฬิกา พยานเดินทางกลับจากที่ทำงาน ขณะเดินตามทางถนนเพื่อเข้าบ้านจะต้องผ่านบ้านของนายประดิษฐ์ซึ่งเป็นลุงของสามีพยาน เห็นนายประดิษฐ์ยืนคุยอยู่กับนายเพ็ชรเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายรถจักรยานยนต์ป๊อป และเห็นรถจักรยานยนต์ป๊อปจอดอยู่ที่บ้านของนายประดิษฐ์ ต่อมามีเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมตัวนายประดิษฐ์และยึดรถจักรยานยนต์ป๊อปจำนวน 3 คันไป แม้จะไม่ได้เบิกความว่ามีจำเลยที่ 4 ด้วยหรือไม่ แต่พยานให้การในชั้นสอบสวนไว้ด้วยตามบันทึกคำให้การของพยาน ซึ่งมีรายละเอียดว่านายประดิษฐ์เรียกให้พยานเข้าไปช่วยดูรถจักรยานยนต์ป๊อปคันหนึ่งซึ่งจำเลยที่ 4 นำไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ในราคา 5,000 บาท

พยานบอกว่าราคาไม่ถูกและไม่แพงเกินไป นายประดิษฐ์จึงรับซื้อไว้ ประกอบกับโจทก์มีร้อยตำรวจเอกวีระชีพกับร้อยตำรวจโทสุรพงศ์เป็นพยานเบิกความว่า จากการสืบสวนทราบว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำรถจักรยานยนต์ไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ พยานจึงขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นเพื่อไปตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 4 ผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย แต่จำเลยที่ 4 รับว่าร่วมกับจำเลยที่ 3 นำรถจักรยานยนต์ทั้งสามคันไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ พยานจึงติดตามไปที่บ้านของนายประดิษฐ์ พบนายประดิษฐ์และรถจักรยานยนต์ทั้งสามคัน นายประดิษฐ์รับว่ารับซื้อมาจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 4 ว่ารับของโจร จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุม ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ก็ยังคงให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา

การที่จำเลยที่ 4 นำรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการปล้นทรัพย์ไปขายให้แก่นายประดิษฐ์ดังกล่าว จึงเป็นการช่วยจำหน่ายและรับไว้ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานรับของโจร พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสี่ที่ว่า จำเลยทั้งสี่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจบังคับขู่เข็ญและหลอกลวงให้รับสารภาพนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ได้โต้แย้งตั้งแต่ชั้นจับกุมหรือชั้นสอบสวน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่หรือญาติพี่น้องของจำเลยทั้งสี่ได้ร้องเรียนไปยังผู้บังคับบัญชาของเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานอื่นใดที่มีหน้าที่ตรวจสอบและดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชน คงเป็นแต่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยทั้งสี่ในชั้นพิจารณาเท่านั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
นันทชัย เพียรสนอง · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · เพลินจิต ตั้งพูลสกุล
Lower court
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายเรืองชัย จันทร์แก้วแร่
ศาลอุทธรณ์ - นายชัยวัฒน์ คำสวัสดิ์
Supreme Court black case no.
อ.5710/2548
Trial court black case no.
อ1070/2544
Trial court red case no.
อ6715/2546
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 12091/2558

ก่อนจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ช. ให้การว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวาน จึงมีการสอบสวน ขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ และตามสำเนารายงานป…

Supreme Court Judgment No. 6475/2554

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นชิงทรัพย์สร้อยคอทองคำราคา 7,000 บาท พระเครื่องเลี่ยมทองคำราคา 1,800 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 4,000 บาท กระเป๋าสตางค์ราคา 1,300 บาท ภายในบรรจุบัตรประจำตัวประชาชน…

Supreme Court Judgment No. 108/2546

จำเลยได้รับแจ้งจาก ห. ว่าผู้เสียหายล่อลวง ห. ไปที่บังกะโลเพื่อล่วงเกินทางเพศ จำเลยโกรธแค้นจึงวางแผนให้ ห. โทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายให้ออกจากบ้านไปหา ห.ที่จุดเกิดเหตุเพื่อทำร้ายสั่งสอนเป็นการแก้แค้นแทน…

Supreme Court Judgment No. 3473/2532

จำเลยถูกฟ้องหลายข้อหาในคดีที่มีข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย เมื่อจำเลยฎีกาในข้อหาที่ไม่ต้องห้ามฎีกาหากศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยไม่ได้เป็น…

Supreme Court Judgment No. 96/2532

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันใช้ กำลังประทุษร้ายโดย ใช้ มือรัดคอผู้เสียหายแล้วใช้ อาวุธปืนขู่เข็ญจ่อจี้ บังคับผู้เสียหายว่าในทันใดนั้นจะใช้ อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหาย โดย มิได้บรรย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up