Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4780/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 150 พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2498 Section 16 พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2498 Section 17 พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2498 Section 25 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม Section 17 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม Section 25

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์และหากจำเลยทั้งสองไม่เพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 113,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินตามคำฟ้องเป็นกรรมสิทธิ์ของกรมชลประทานจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลรักษาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอสอบแนวเขตที่ดินและนำชี้ให้ช่างรังวัดปักหลักเขตที่ดินรุกล้ำเข้ามาในเขตคลองชลประทาน คลองระบายน้ำ 4 ซ้ายสุพรรณ 3 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดสิทธิของจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 มีสิทธิโต้แย้งคัดค้านได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองไม่จำต้องเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถานหรือสืบพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ข้อพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เป็นคดีมีทุนทรัพย์ โดยคู่ความตีราคาที่ดินเนื้อที่พิพาทประมาณ 100,000 บาทเศษ จึงเป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งราคาทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาเห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินซึ่งเป็นการฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้และถือว่าจำเลยที่ 2 เท่านั้นที่ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงไม่รับโอนคดีและคืนสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นหรือศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนราชการที่จำเลยที่ 1 สังกัดอยู่เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นของโจทก์ จึงเห็นได้ว่า ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยทั้งสองมีจุดประสงค์โต้เถียงแย่งความเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทซึ่งเป็นประเด็นหลัก

ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองถอนคำคัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์นั้น จึงเป็นผลอันสืบเนื่องมาจากประเด็นที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ คำฟ้องโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คือตามราคาที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคแรก นั้นเอง คดีเรื่องนี้จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อที่ดินพิพาทราคา 100,000 บาทเศษ ตามที่คู่ความตีราคาและตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอผักไห่ (เสนาใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่นนี้ ย่อมเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาที่จะพิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

Result

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา ให้ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ จันทรา · ชาลี ทัพภวิมล · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5070/2552

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด จำเลยยึดถือและครอบครองโฉนดที่ดินของโจทก์และปิดประกาศขายทอดตลาดโดยเจตนาทุจริต ฉ้อฉล ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ โดยโจ…

Supreme Court Judgment No. 3050/2551

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญากู้เงินซึ่งเป็นโมฆะ และขอเรียกเงินคืน 275,957 บาท อันเป็นจำนวนเงินที่ไม่เกิน 300,000 บาท แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยังคงค้างชำระต้นเงินตามสัญญากู้ดังกล่าวจำนวน 445,502…

Supreme Court Judgment No. 8151/2547

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้าน ที่ได้คัดค้านการนำชี้แนวเขตที่ดินของโจทก์ อันเป็นคดีที่มี คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่า…

Supreme Court Judgment No. 7297/2545

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยที่ออกทับที่ดินของโจทก์ และให้ขับไล่จำเลยอันเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อา…

Supreme Court Judgment No. 7212/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 ซึ่งแต่ละฐานความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึง…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up