Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4749/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 1 จะกู้ยืมเงินหรือรับเงินออมจากประชาชนจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบกำหนดกฎเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจเงินทุนฯพ.ศ. 2522 และข้อกำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าโจทก์นำเงินไปฝาก ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1 โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการ แสดงว่าจำเลยที่ 1ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ใช้สำนักงานของตนเป็นสถานที่รับฝากเงิน หากจำเลยที่ 1 รับฝากเงินไม่ได้เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ กับ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505มาตรา 8 และอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 แต่พนักงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 กลับรับฝากเงินของโจทก์ไว้โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบ ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตหลงเข้าใจได้ว่าการรับฝากเงินเป็นกิจการของจำเลยที่ 1ที่กระทำได้ตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อรับฝากเงินและรู้เห็นเองโดยจำเลยที่ 1 เชิด จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการในการรับฝากเงินและออกเช็คให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันรับเอาผลการกระทำของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821 การกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจ ของศาลตาม ป.วิ.พ.มาตรา 161 ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แล้วยกเสียจึงไม่ใช่กรณีที่ศาลสั่งไม่รับฟ้องแย้งซึ่งจะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามนัยแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 151แต่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 161 กล่าวคือศาลใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าธรรมเนียมฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ได้.

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 672 ป.พ.พ. Section 821 ป.วิ.พ. Section 151 ป.วิ.พ. Section 161 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 Section 4 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 Section 27 ป.พ.พ. Section 657

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาฝากทรัพย์และตั๋วเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงรับฟ้องให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงิน 168,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปีของต้นเงิน 150,000 บาท นับแต่วังฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับฝากเงินจากโจทก์และไม่เคยออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระเงินฝากคืนตามฟ้องเช็คฉบับดังกล่าว มิใช่ของจำเลยที่ 1 เพราะไม่มีตราประทับแต่เป็นเช็คที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกเพื่อใช้ในกิจการส่วนตัวไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนาและเพื่อการเคหะ จำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากเงินจากประชาชนตามที่โจทก์ฟ้อง

เพราะจำเลยที่ 1 ได้รับ 7.5 ต่อปีเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกฟ้องก็มีหนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ข่าวออกสู่ประชาชนทำให้ประชาชนเข้าใจว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฉ้อโกงประชาชน จำเลยที่ 1 เสียชื่อเสียงและความเชื่อถือ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์ที่พึงจะได้และจำเลยที่ 1 ต้องแถลงข้อความจริงต่าง ๆ ทางสื่อมวลชนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมั่นใจในกิจการของจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าประกาศแจ้งความทางวิทยุโทรทัศน์และทางหนังสือพิมพ์ จำเลยที่ 1ขอคิดค่าเสียหายแก่ชื่อเสียงเป็นเงิน 1,000,000 บาท ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ประกาศแจ้งความจริงขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันเป็นเวลา1 เดือน

หากโจทก์ไม่ยอมประกาศก็ขอให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงประกาศแจ้งความจริงในหนังสือพิมพ์แทน โดยโจทก์เป็นผู้เสียค่าประกาศโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริตค่าเสียหายจำเลยที่ 1 เรียกมาสูงเกินความจริง และโจทก์มิได้ทำละเมิดจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องคดีล้มละลาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 168,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน152,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในต้นเงิน150,000 บาท อัตราร้อยละ 12 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 1 และอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี สำหรับจำเลยที่ 3 นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ จำเลยที่ 1โดยตลอดแล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า

โจทก์ได้นำเงินจำนวน150,000 บาท ไปฝากที่สำนักงานของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 รับฝากเงินไวว้โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ออกเช็คธนาคารมหานคร จำกัด สำนักงานใหญ่เลขที่ เอช โอ อี 260230 ลงวันที่ 28 เมษายน 2527 จำนวนเงิน150,000 บาท โดยมิได้ประทับตราของจำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2รับฝากเงินในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้ ฯลฯ (2) กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา ฯลฯ (4) กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ ฯลฯ กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนาและกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะหมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชน และมาตรา 27 บัญญัติว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้... (3)

หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน" นอกจากนี้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2528 ได้กำหนดไว้ว่า "ข้อ 2ในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติดังต่อไปนี้... (2) ออกเอกสารการกู้ยืมเงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้โดยไม่จ่ายส่วนลด ข้อ 3 ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนดังต่อไปนี้ (1)เงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนที่มีกำหนดเวลาใช้คืนตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันขึ้นไป ที่มีข้อกำหนดไม่ให้ไถ่ถอนก่อนกำหนดเวลาและที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ห้าหมื่นบาทขึ้นไปสำหรับบริษัทเงินทุนและสาขาที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร...

จ่ายดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี" จากบทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว จำเลยที่ 1 จะกู้ยืมเงินหรือรับเงินออกจากประชาชนจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ โจทก์นำสืบโดยมีตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์รับฝากเงินโดยมีดอกเบี้ยและให้กู้เงินโดยคิดดอกเบี้ย โจทก์ได้นำเงินไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1จำนวน 150,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 12 ต่อปี มีกำหนดเวลา 1 ปีจำเลยที่ 1 ออกเช็คให้แก่โจทก์โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 แจ้งว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 กรรมการของจำเลยที่ 1 แต่ไม่มีตราของจำเลยที่ 1 ประทับ

ปรากฏตามภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.1 ระหว่างฝากเงินจำเลยที่ 1 ได้ส่งปฏิทินตามเอกสารหมาย จ.4 บัตรของขวัญของห้างเซ็นทรัล ตามภาพถ่ายหมาย จ.5ปฏิทินตั้งโต๊ะหมาย จ.7 และกระเป๋าใส่กุญแจ หมาย จ.8 มาให้โจทก์นายเม้งฮั้ว หรือตั้งเม้งฮั้ว แซ่ตั้ง พยานโจทก์ปากหนึ่งเบิกความว่าพยานเคยนำเงินไปฝากจำเลยที่ 1 จำนวน 1,620,000 บาท จำเลยที่ 1ให้ดอกเบี้ยและเสียภาษีให้ด้วยและได้รับเช็คเช่นเดียวกับโจทก์ระหว่างฝากเงินจำเลยที่ 1 ได้มอบสิ่งของให้พยาน เช่นปฏิทินแป้นเสียบปากกา บัตรกำนัล และไดอารี่

ศาลฎีกาเห็นว่า เช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์รับมาจากสำนักงานของจำเลยที่ 1 คงมีแต่ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงลายมื่อผู้สั่งจ่ายหาได้มีตราของจำเลยที่ 1 ประทับไว้ แสดงว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.1ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามบทกฎหมายและประกาศดังกล่าว กล่าวคือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับฝากเงินจากโจทก์แล้วมิได้ออกเอกสารการกู้ยืมเงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์และไม่ใช่เพื่อการพัฒนาหรือการเคหะ การที่จำเลยที่ 2และที่ 3 กระทำการนอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และฝ่าฝืนบทกฎหมายและประกาศดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ตามพฤติการณ์แพ่งคดีปรากฏว่าโจทก์นำเงินจำนวน 150,000บาท ไปฝาก ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1 โดยพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการแสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ 2 ที่ 3ใช้สำนักงานของตนเป็นสถานที่รับฝากเงิน หากจำเลยที่ 1 รับฝากเงินไม่ได้เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ กับพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 8 และอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 พนักงานของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 หรือจำเลยที่ 3 ควรจะแจ้งให้โจทก์ทราบ แต่บุคคลดังกล่าวกลับรับฝากเงินของโจทก์ไว้ทำให้โจทก์ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตหลงเข้าใจได้ว่าการรับฝากเงินเป็นกิจการของจำเลยที่ 1 ที่กระทำได้ตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1โดยรับเงินฝากแล้วออกเป็นเช็คเอกสารหมาย

จ.1 ให้ ระหว่างฝากเงินจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังส่งปฏิทิน บัตรของขวัญและกระเป๋าใส่กุญแจของจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ 1 ได้รับผลประโยชน์ในกิจการนี้ ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติต่อรับฝากเงินและรู้เห็นเองโดยจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการในการรับฝากเงินและออกเช็คเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันรับเอาผลการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3ไว้ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับเงินฝากคืน จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินที่รับฝากไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ศาลฎีกาเห็นด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลจะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมฟ้องแย้งแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคแรก บัญญัติว่า"ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความที่แพ้คดีไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง"

แสดงว่าการกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แล้วยกเสีย จึงมิใช่กรณีที่ศาลสั่งไม่รับฟ้องแย้งซึ่งจะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 แต่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 161 กล่าวคือ ศาลใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าธรรมเนียมฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ได้ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
เจริญ นิลเอสงฆ์ · ก้าน อันนานนท์ · อัมพร ทองประยูร
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4046/2546

ทนายโจทก์เรียงพิมพ์คำแก้อุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนด ศาลสั่งไม่รับเป็นคำแก้อุทธรณ์ แต่ทนายโจทก์ได้ปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนี้ในชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้…

Supreme Court Judgment No. 5939/2545

จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับธนาคารโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นเรื่องสัญญาฝากทรัพย์ การที่พนักงานของโจทก์บันทึกรายการรับฝากเงินเข้าบัญชีของจำเลยซ้ำกัน 2 ครั้ง ทำให้ยอดเงินในบัญ…

Supreme Court Judgment No. 1063/2545

โจทก์นำรถจักรยานยนต์ไปจอดไว้ที่สถานที่รับจอดรถของจำเลยโดยจำเลยคิดค่าบริการเป็นรายวันและออกบัตรอนุญาตจอดรถให้ โจทก์นำรถเข้าไปจอดในบริเวณสถานที่รับจอดรถของจำเลย โจทก์ล็อกกุญแจรถและเก็บกุญแจไว้ที่โจทก์ ใ…

Supreme Court Judgment No. 4235/2541

โจทก์นำรถยนต์ไปฝากไว้กับจำเลย จำเลยเรียกเก็บค่าฝากเป็นรายเดือน มีระเบียบว่าเจ้าของรถต้องฝากกุญแจไว้กับจำเลยเพื่อจำเลยเลื่อนรถได้ในกรณีที่มีรถอื่นเข้ามาจอด ซึ่งโจทก์ได้มอบกุญแจรถให้จำเลยทุกครั้งที่มาจอ…

Supreme Court Judgment No. 1121/2533

จำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์ โดย จำเลยได้ รับมอบเงินจากโจทก์แล้วสัญญาจะใช้คืนพร้อมดอกเบี้ย อันเป็นการรับฝากเงินโดย สัญญาให้ดอกเบี้ย ดังนี้มี ผลผูกพันบริษัทจำเลยให้ต้อง รับผิดตาม สัญญารับฝากเงินดังกล่าว.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up