คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยรับราชการตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดภูเก็ต กระทำความผิด คือ(ก) ระหว่าง 1 พฤษภาคม 2516 ถึง 1 เมษายน 2517 เวลากลางวันจำเลยใช้ให้นายสุเมธบุตรชายโจทก์ทำปลอมเอกสารขึ้นบางส่วน โดยแก้ไขราคาทรัพย์ของนางยกอ่ายผู้ประกันโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 273/2515จาก 120,000 บาท ตามที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลคนก่อนได้ตีราคาไว้ ให้เหลือเพียง 60,000 บาท โดยข่มขืนใจโจทก์และนายสุเมธให้กระทำหรือจำยอมโดยเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อเสรีภาพหากโจทก์และนายสุเมธไม่ยอมทำตาม จำเลยอาจแกล้งไม่ให้ประกันตัวในคดีอาญา หมายเลขดำที่563/2514 และ 326/2515 ซึ่งโจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลย ทั้งนี้โดยจำเลยบังอาจปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
มีเจตนาทุจริต หรือมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในเอกสารหรือดูแลรักษาเอกสาร กระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ดูแลนั้น หรือรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นเท็จ หรือรับรองเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งหรือละเว้นไม่จดข้อความซึ่งตนมีหน้าที่ต้องรับจดหรือจดเปลี่ยนแปลงข้อความเช่นว่านั้น หรือรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริง อันเป็นเท็จ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ หรือมีเจตนาจะหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ในคดีอาญาดำที่563/2514 326/2515 และ 313/2516 เป็นเหตุให้โจทก์ถูกกักขังในคดีดำที่ 326/2515 ประมาณ 3 วัน
หากจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตโดยการข่มขืนใจโจทก์โดยใช้ให้นายสุเมธแก้ไขเอกสารทางราชการในคดีดำที่ 273/2515 ให้เหลือ 60,000 บาท แล้ว หลักทรัพย์ดังกล่าวย่อมใช้ประกันตัวโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยในอีก 3 คดีนั้นได้ ทั้งนี้โดยการแกล้งปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อช่วยเหลือคู่ความของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย(ข) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2517 เวลา 9 นาฬิกา โจทก์ได้ยื่นประกันตัวในคดีดำที่ 402/2516 ซึ่งโจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลย โดยมีนายประกันนำโฉนดราคาประมาณ 100,000 บาท ยื่นประกันตัวโจทก์ จำเลยแกล้งปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาทุจริตไม่ยอมตีราคาโฉนด แกล้งหน่วงเหนี่ยวไม่ให้โจทก์ได้มีประกันตัว จนเวลา 16 นาฬิกาจะปิดศาลแล้ว
จำเลยจึงแจ้งแก่โจทก์ว่าหลักทรัพย์ไม่พอ หากจำเลยไม่แกล้งหน่วงเหนี่ยวก็ควรแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนเพื่อโจทก์ไปหาหลักทรัพย์มาเพิ่มได้ทัน เพื่อจะได้ไม่ถูกกักขังในวันที่ 9 และ 10 ซึ่งหยุดราชการ ทั้งนี้โดยจำเลยมีเจตนาแกล้งหน่วงเหนี่ยวโจทก์ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทำให้โจทก์ถูกกักขังอยู่16 วันจึงได้ประกันตัวออกมาโดยจำเลยปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีเจตนาทุจริต เพื่อแกล้งหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์แกล้งเรียกร้องราคาทรัพย์ให้สูงเกินจำเป็น และแกล้งตีราคาทรัพย์ของนายประกันให้ต่ำกว่าความเป็นจริง ไม่ปฎิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย(ค) ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2517 ถึง 9 เมษายน 2517 เวลาใดไม่ปรากฏชัด
ปรากฏว่าเอกสารราคาทรัพย์ตามฟ้องข้อ (ก) ได้มีรอยแก้จาก60,000 บาท กลับมาเป็น 120,000 บาท อีก เอกสารดังกล่าวอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลย โดยจำเลยได้บังอาจแก้ปลอมเอกสารราชการขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 309, 310,161, 162, 264, 265, 266, 267, 268, 83, 84ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องและมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 นั้น
โจทก์บรรยายฟ้องมีใจความว่า จำเลยข่มขืนใจ ใช้ให้นายสุเมธ จันทร์ตระกูลแก้บัญชีทรัพย์ของนางยกอ่าย ลิมปานนท์ ผู้ขอประกันตัวโจทก์ จากราคา120,000 บาท ให้เหลือเพียง 60,000 บาท โดยทำให้นายสุเมธกลัวว่าถ้าไม่ยอมทำตาม จำเลยอาจไม่ให้โจทก์ได้ประกันตัว ดังนี้ ผู้ที่ถูกจำเลยข่มขืนใจให้แก้ราคาทรัพย์นั้นคือนายสุเมธ หาใช่ตัวโจทก์เองไม่ โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายที่จะฟ้องคดีข้อหานี้ได้ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 นั้น
โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยแกล้งหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ โดยข่มขืนใจใช้ให้นายสุเมธแก้ราคาหลักทรัพย์ให้น้อยลงจนไม่พอประกัน กับแกล้งปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาทุจริตแจ้งแก่โจทก์เมื่อเวลาศาลจะปิดทำการแล้วทำให้โจทก์ไม่มีโอกาสไปหาหลักทรัพย์มาเพิ่มได้ทัน ทำให้โจทก์ถูกกักขังต่อมา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่ออ่านคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเลยผู้ทำหน้าที่ศาลได้ตรวจดูหลักประกันตามบัญชีทรัพย์ที่ผู้ขอประกันยื่นมานั้นว่าจะเชื่อถือได้เพียงใดหรือไม่ แล้วเห็นว่าตีราคาหลักประกันสูงกว่าราคาที่แท้จริงมากนักเป็นเรื่องที่ศาลเห็นว่าผู้ประกันไม่ควรตีราคาหลักประกันให้สูงผิดความจริงไปมาก
อันจะทำให้ศาลสิ้นความเชื่อถือ จึงได้ให้แก้ไขเสียให้ใกล้เคียงกับราคาจริง หากจะต้องเสียเวลาไปบ้างก็เป็นการกระทำที่อยู่ในการใช้ดุลพินิจภายในขอบอำนาจของผู้พิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ก็ไม่มีข้อที่จะแสดงว่าจำเลยกระทำไปเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มีควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับจำเลยเองหรือผู้อื่นแต่อย่างใด ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยแกล้งปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยมีเจตนาทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้นคำบรรยายฟ้องของโจทก์มุ่งกล่าวหาว่าจำเลยปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องไม่มีข้อที่จะแสดงให้เห็นว่าจำเลยกระทำไปโดยทุจริตดังได้วินิจฉัยไว้แล้ว
การกระทำของจำเลยย่อมไม่อาจเป็นความผิดฐานนี้ได้สำหรับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 และ 162 ตามฟ้องเป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยข่มขืนใจใช้ให้นายสุเมธแก้ราคาหลักทรัพย์ในบัญชีทรัพย์ที่นางยกอ่ายยื่นขอประกันจำเลย บัญชีทรัพย์นี้เป็นเอกสารซึ่งผู้ขอประกันทำยื่นต่อศาล หาใช่เอกสารซึ่งจำเลยมีหน้าที่ทำไม่และจำเลยมิได้รับรองเป็นหลักฐานหรือละเว้นไม่จดข้อความอันใดลงในเอกสารนั้นจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามข้อหาที่กล่าวนี้ส่วนข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 ถึงมาตรา 268คือการแก้ราคาหลักทรัพย์จาก 60,000 บาท กลับมาเป็น 120,000 บาทอีกนั้นคำฟ้องอ้างเพียงว่าเอกสารนี้อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยจึงเป็นการกระทำของจำเลยเอง ข้อความเช่นนี้แสดงอยู่ในตัวว่าโจทก์คาดคิดหรือสันนิษฐานเอาเท่านั้น
มิได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158สรุปแล้วเห็นว่า ฟ้องของโจทก์ไม่มีมูลเป็นความผิดดังที่โจทก์กล่าวหาและเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ศาลล่างยกฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องนั้นชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน