คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ชนะคดีเรื่องเงินกู้และนำยึดที่ดินเพื่อขายอทดตลาด
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่ามีกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่ด้วย ๑ ใน ๓ ซึ่งผู้ร้องได้ครอบครองอยู่ทางทิศเหนือเป็นสัดส่วนแล้ว ขอให้งดขายทอดตลาดส่วนของผู้ร้อง ให้ขายเฉพาะส่วนของจำเลยทางทิศใต้ โจทก์คัดค้าน ศาลชั้นต้นสั่งงดขาย ศาลอุทธรณ์ยกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ไต่สวนคำร้องต่อไป แล้วสั่งใหม่
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วสั่งให้งดขายทอดตลาด เฉพาะที่พิพาทตอนเหนือเฉพาะส่วนของผู้ร้องที่ครอบครองมา ๑ งาน ๙ วา ๔ ศอก นอกนั้นให้ขายทอดตลาดต่อไป
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องอ้างเพียงว่าได้ครอบครองอยู่ทางทิศเหนือเป็นส่วนสัด ขออย่าให้ขายส่วนที่ผู้ร้องครอบครองเท่านั้น ผู้ร้องไม่ได้ตั้งประเด็นว่าได้ครอบครองเป็นส่วนสัดมาเกิน ๑๐ ปี จนได้กรรมสิทธิ์ในส่วนที่ครอบครองมานั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องครอบครองมาเกิน ๑๐ ปี ได้กรรมสิทธิ์ในทางครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เมื่อโจทก์รับว่าผู้ร้องกั้นรั้วเฉพาะส่วนของผู้ร้อง ๑ ใน ๓ มาประมาณ ๕ ปีแล้ว แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงแบ่งแยกที่พิพาทกันนานแล้ว ก่อนโจทก์ฟ้องจำเลย ข้อตกลงนี้ย่อมผูกมัดผู้ร้องและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๔ โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้เท่าที่จำเลยมีสิทธิอยู่ในที่พิพาทเท่านั้น
เพราะโจทก์ไม่ได้อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๙๙ วรรค ๒ ไม่มีสิทธิจะเอาส่วนของผู้ร้องมาขายทอดตลาด ในกรณีที่ผู้ร้องมิได้ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา ๒๘๘ หากแต่เป็นการขอแบ่งแยกทรัพย์ตามสัญญาที่ผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงกันไว้ กรณีเข้ามาตรา ๒๘๗ จึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมตามมาตรา ๒๘๘
Result
พิพากษายืน