Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4312/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญามีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การชำระเงินงวดสุดท้ายชำระในวันที่โจทก์ทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย โดยโจทก์จะพาจำเลยไปจดจำนองกู้เงินจากธนาคาร ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องพาจำเลยไปจดทะเบียนจำนองกู้เงินจากธนาคารตามสัญญา เมื่อโจทก์เพียงแต่แนะนำให้จำเลยไปติดต่อกับธนาคารเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารมาชำระหนี้ค่าซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทเท่านั้น โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้พาจำเลยไปจดจำนองกู้เงินจากธนาคารเช่นนี้ย่อมถือได้ว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อสัญญาตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญาดังกล่าวอีกทั้งโจทก์ได้นัดหมายให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันที่ 25 ธันวาคม 2534 โดยให้จำเลยชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 420,750 บาท ในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งจำเลยก็ได้ไปที่สำนักงานที่ดินตามนัด และได้ทำบันทึกโต้แย้งว่าจำนวนเงิน 420,750 บาท นั้น โจทก์ต้องเป็นผู้จัดการนำอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินเข้าจำนองแก่ธนาคารให้จำเลย แสดงว่าจำเลยถือเอาข้อสัญญาตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญในการทำสัญญาซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทจากโจทก์ แม้จำเลยนำอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทไปจดจำนองกู้เงินจากธนาคารเอง และขอยืมจากผู้อื่นเพื่อชำระให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเพราะจำเลยต้องการจะได้กรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทและกลัวว่าจะถูกโจทก์ยึดไปเท่านั้น จะถือว่าจำเลยสละข้อสัญญาดังกล่าวหาได้ไม่ จำเลยจึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่กับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2531 จำเลยได้ทำสัญญาสั่งจองอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินราคา 495,000 บาท กับโจทก์ โดยจำเลยได้วางมัดจำไว้ 6,050 บาทต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2531 จำเลยตกลงซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 32040 ต่อมาจำเลยได้ชำระราคาเป็นงวดหลายงวดรวมเป็นเงิน 74,250 บาท ให้โจทก์แล้ว คงค้างชำระงวดสุดท้ายเป็นเงิน 420,750 บาทซึ่งครบกำหนดชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย โจทก์ได้ทำการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เลขที่ 91/2 บนที่ดินดังกล่าวแล้วเสร็จ และอนุญาตให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยตั้งแต่ปลายปี 2531 จนทุกวันนี้ ครั้นเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีทำการแบ่งแยกที่ดินที่ปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ดังกล่าวออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 32040 มาเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 54951 และโจทก์พร้อมจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยแล้ว

โจทก์ได้กำหนดวันให้จำเลยนำเงิน 420,750 บาท มาชำระเพื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยขอผัดผ่อนอ้างว่าได้ติดต่อธนาคารเพื่อนำที่ดินและอาคารไปจำนองขอกู้เงินแต่ธนาคารแจ้งว่าให้กู้เพียงบางส่วนไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ โจทก์จึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินที่ค้างและนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ จำเลยได้รับหนังสือแล้ว ครั้นถึงวันนัดจำเลยได้ไปพบผู้รับมอบอำนาจโจทก์และขอร้องว่ายังไม่พร้อมที่จะชำระค่าที่ดินและอาคารให้โจทก์ขอผัดผ่อนไปก่อน ซึ่งเป็นการผิดสัญญาโจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและอาคารพาณิชย์ของโจทก์ จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติตาม

ยังคงอยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์และที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายซึ่งหากจำเลยส่งมอบอาคารพาณิชย์คืน โจทก์สามารถนำออกให้บุคคลภายนอกเช่าได้รับค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท โจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ในอาคารพาณิชย์เดือนละ 3,000 บาท นับแต่เดือนมกราคม 2532 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือน 10 วัน คิดเป็นค่าเสียหาย 118,000 บาท และจำเลยจะต้องชำระค่าเสียหายในอัตราดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายสิ่งของพร้อมบริวารออกจากอาคารพาณิชย์และที่ดินของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 54951 และอาคารพาณิชย์เลขที่ 91/2 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย118,000 บาท และค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์เดือนละ 3,000 บาท

นับจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและอาคารพาณิชย์ของโจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญาจะซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินจากโจทก์ในราคา 495,000 บาท ตามฟ้องจริง โดยโจทก์ให้สัญญาว่าให้จำเลยชำระค่าจองและชำระราคาเป็นงวด ๆ ให้ครบถ้วนรวมเป็นเงิน 74,250 บาท จนเหลือราคาที่จะต้องชำระงวดสุดท้ายเป็นเงิน 420,750 บาท แล้วโจทก์จะจัดการนำจำเลยไปจำนองอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินแก่ธนาคาร และนำเงินค่าจำนองมาชำระค่าที่ดินพร้อมอาคารงวดที่เหลือแก่โจทก์ สำหรับเรื่องการติดต่อกับธนาคารโจทก์ได้เสนอรายละเอียดการชำระแก่ธนาคารแต่ละเดือนเป็นเวลากำหนดเท่าใด รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยด้วย จำเลยจึงได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยชำระเงินแก่โจทก์จนเหลืองวดสุดท้าย แต่โจทก์กลับผิดสัญญาไม่นำจำเลยไปจดทะเบียนจำนองอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินแก่ธนาคารตามที่สัญญาไว้

กลับเร่งให้จำเลยชำระเงินส่วนที่เหลือ และกล่าวหาว่าจำเลยผิดสัญญา พฤติการณ์ของโจทก์มีเจตนาไม่สุจริตและเป็นการผิดสัญญา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม2531 จำเลยได้ตกลงซื้ออาคารพาณิชย์เลขที่ 91/2 จากโจทก์ในราคา 495,000 บาทตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย ล.3 โดยจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์เป็นงวดหลายงวดรวมเป็นเงิน 74,250 บาท แล้วคงค้างชำระงวดสุดท้ายเป็นเงิน 420,750บาท และโจทก์ยินยอมให้จำเลยเข้าอยู่อาศัยในอาคารพาณิชย์ดังกล่าวได้

ต่อมาโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยนำเงินงวดสุดท้ายจำนวน 420,750 บาท ดังกล่าว มาชำระแก่โจทก์และรับโอนอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินไป แต่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตาม คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินกับโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย ล.3 หน้าที่ 2 มีข้อความระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การชำระเงินงวดสุดท้ายชำระในวันที่ "ผู้จะขาย" ซึ่งหมายถึงโจทก์ ทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ "ผู้จะซื้อ" ซึ่งหมายถึงจำเลยโดยโจทก์จะนำพาจำเลยไปจดจำนองกู้เงินจากธนาคารเมื่อจดจำนองธนาคารได้ตามสัญญานี้ จำเลยจะต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลืออยู่จากงวดที่ 1 ถึง งวดที่ 7 ทั้งหมด ตามราคาที่ตกลงกันไว้เป็นเงิน 420,750 บาท ให้แก่โจทก์ และตามตารางแสดงราคาบ้านพร้อมที่ดินของโจทก์เอกสารหมาย

ล.1 ซึ่งเสนอขายแก่บุคคลโดยทั่วไปก็มีรายละเอียดแสดงไว้อย่างชัดเจนว่า ลูกค้าผู้จะซื้อบ้านพร้อมที่ดินของโจทก์จะต้องชำระเงินดาวน์เงินจองชำระในวันทำสัญญา ชำระงวดที่ 2 ถึงงวดที่ 6 และที่เหลือผ่อนกับธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีระยะเวลาในการผ่อนชำระ 5 ปี 10 ปี และ 15 ปี ดังนั้นจึงฟังได้ว่า เป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องพาจำเลยไปจดทะเบียนจำนองกู้เงินจากธนาคารตามสัญญามิใช่เพียงแต่แนะนำให้จำเลยไปติดต่อกับธนาคารเองตามที่โจทก์อ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้ความจากคำเบิกความของนายวิฑูรย์ ภัทรเลาหะ กรรมการโจทก์ ฟังเป็นยุติว่าโจทก์เพียงแต่แนะนำให้จำเลยไปติดต่อกับธนาคารเพื่อขอกู้เงินจากธนาคารมาชำระหนี้ค่าซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทเท่านั้น โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้นำพาจำเลยไปจดจำนองกู้เงินจากธนาคารเช่นนี้

ย่อมถือได้ว่าโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อสัญญาตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย ล.3 ทั้งยังปรากฏหลักฐานจากบันทึกเอกสารหมาย ล.4 ว่า โจทก์ได้นัดหมายให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันที่ 25 ธันวาคม 2534 โดยให้จำเลยชำระเงินส่วนที่เหลือจำนวน 420,750 บาท ในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งจำเลยได้ไปที่สำนักงานที่ดินตามนัด และได้ทำบันทึกโต้แย้งว่าจำนวนเงิน 420,750 บาท นั้น โจทก์ต้องเป็นผู้จัดการนำอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินเข้าจำนองแก่ธนาคารให้จำเลย แสดงว่าจำเลยถือเอาข้อสัญญาตามบันทึกข้อต่อท้ายสัญญาเอกสารหมาย ล.3 เป็นข้อสาระสำคัญในการทำสัญญาซื้ออาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทจากโจทก์

แม้จะได้ความว่า เมื่อจำเลยนำอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทไปจดจำนองกู้เงินจากธนาคารได้เพียง 300,000 บาท แล้วจำเลยได้พยายามขวนขวายหาเงินส่วนที่ยังขาดอยู่อีก120,750 บาท ด้วยการขอยืมจากนางสาวมาลีรัตน์ วิวัฒนพงศ์พันธ์ เพื่อชำระให้แก่โจทก์ก็ตาม ก็เป็นเพราะจำเลยต้องการจะได้กรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินรายพิพาทและกลัวว่าจะถูกโจทก์ยึดไปเท่านั้น จะถือว่าจำเลยสละข้อสัญญาดังกล่าวหาได้ไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เป็นฝ่ายไม่ปฏิบัติตามสัญญา จำเลยจึงมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายอาคารพาณิชย์พร้อมที่ดินกับโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและฟ้องขับไล่กับเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อมร วีรวงศ์ · สุรินทร์ นาควิเชียร · ถวิล อินทรักษา
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2568 (ref. 716685)

ข้อตกลงระหว่างโจทก์ทั้งห้ากับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มีลักษณะเป็นการจ้างโจทก์ทั้งห้าให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม มีหน้าที่ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เพื่อให้ความช่…

Supreme Court Judgment No. 786/2567

สัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่างตอบแทน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน จำเลยมีสิทธิบ่ายเบี่ยงไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ได้โดยไม่ถือว่าผิดนัด โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิก…

Supreme Court Judgment No. 2860/2566

โจทก์ว่าจ้างจำเลยควบคุมงานก่อสร้างโครงการอาคารชุดของโจทก์ การควบคุมงานในส่วนงานโครงสร้างและงานสถาปัตยกรรมอันเป็นงานก่อสร้างของบริษัท น. งานที่ก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องและยังไม่ได้แก้ไข จำเลยจึงไม่ได้…

Supreme Court Judgment No. 4425/2565

บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 386 วรรคหนึ่ง, 391 วรรคหนึ่ง วรรคสาม และวรรคสี่ มิได้กำหนดว่าผู้มีสิทธิเรียกร้องให้ใช้เงินเป็นค่าการงานที่ได้กระทำไปแล้วต้องมิใช่ผู้ที่เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนั้น แม้จำเลยเป็นฝ่…

Supreme Court Judgment No. 3208/2565

เมื่อโจทก์ไม่สามารถผ่อนชำระค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยยังคงค้างชำระ 1,819,355 บาท วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up