Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4254/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

หลังจากโจทก์ฟ้องคดีอาญาแล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่ง เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ แต่ศาลในคดีแพ่งวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืม และไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืม สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด ในคดีอาญาโจทก์จึงต้องฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 Section 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 7 กระทง กระทงที่ 3 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน กระทงที่ 4 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 10 เดือน ส่วนที่เหลืออีก 5 กระทง ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน 125,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 เดือน รวม 25 เดือน รวมปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 205,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 41 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 102,500 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 20 เดือน 15 วัน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามฎีกาของจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ไม่คัดค้านในคำแก้ฎีกาว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว โจทก์ได้นำเช็คพิพาทคดีนี้ทั้ง 7 ฉบับ ไปยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ยืมที่มีมูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ และในที่สุดศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาผูกพันตามสัญญากู้ยืมและไม่ได้รับเงินตามสัญญา สัญญากู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ไม่มีผลผูกพันและใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองไม่ได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัยตามสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีหมายเลขดำที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา

จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำแถลงขอระบุพยานเพิ่มเติม โดยขอยื่นสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ซึ่งพิพากษายืนตามคำพิพากษาคดีแพ่งดังกล่าว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีแพ่งและส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัย ซึ่งหากได้ความว่าคดีแพ่งดังกล่าว ถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง ย่อมถือว่าเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ เป็นเช็คที่ไม่มีมูลหนี้อยู่จริงและไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ไม่เป็นความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากไม่ปรากฏว่าคดีถึงที่สุดโดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังกล่าวหรือไม่

ศาลฎีกาจึงเรียกสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ มย 48/2562 คดีหมายเลขแดงที่ มย 124/2562 ของศาลชั้นต้น มาประกอบการวินิจฉัย และข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ยื่นฎีกาแต่อย่างใด คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดโดยคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ พ 467/2563 คดีหมายเลขแดงที่ 2615/2563 ของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองระบุพยานเพิ่มเติมในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา และย่อมฟังได้ว่าหนี้ตามเช็คพิพาททั้ง 7 ฉบับ ไม่ใช่หนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย จึงไม่อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

Matter details

Panel of judges
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์ · นันทวัน เจริญชาศรี · รัชนี สุขใจ
Lower court
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวทิพย์วรรณ ประสิทธิ์ล้ำค่า
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - หม่อมหลวงฤทธิเทพ เทวกุล
Supreme Court black case no.
อ.1443/2565
Trial court red case no.
อ.5828/2561
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4410/2567

หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ 467,000 บาท จำเลยยอมชำระหนี้ดังกล่าวโดยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ จำเลยและโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือดังกล่าวด้วย หนังสือรับสภาพหนี้ดั…

Supreme Court Judgment No. 2620/2567

แม้จำเลยจะออกเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมเพื่อให้โจทก์ร่วมถอนฟ้องจำเลยในคดีที่โจทก์ร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดอาญาแผ่นดินก็ตาม แต่การที่โจทก์ร่วมจะถอนฟ้องคดีดังกล่าวหรือไม่ ย่อมเป็นสิทธิของโจทก์ร่วมอันพึ…

Supreme Court Judgment No. 888/2567

จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (1) (2) และ (5) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้รอการกำหนดโทษและคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำห…

Supreme Court Judgment No. 508/2567

มูลหนี้ตามเช็คในคดีนี้เป็นเรื่องที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายเงิน 1,200,000 บาท เพื่อชำระหนี้กู้ยืม หลังจากธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยจึงได้ชำระเงินสด 300,000 บาท และนำเช็ค 3 ฉบับ ฉบับละ 75,00…

Supreme Court Judgment No. 3659/2566

จำเลยสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ท. สาขาตลาดใหม่ทุ่งครุ จำนวน 5 ฉบับ ให้โจทก์ โจทก์นำเช็คเข้าบัญชีโจทก์ที่ธนาคาร ท. สาขาถนนวิทยุ เพื่อให้ธนาคารดังกล่าวเรียกเก็บเงินจากธนาคาร ท. สาขาตลาดใหม่ทุ่งครุ ธนาคาร ท. สา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up