Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4192/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นนั่งรถยนต์แล้วให้ผู้เสียหายขับไป อันเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยการขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อำนาจผิดคลองธรรม โดยโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจารจะเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน แต่ลักษณะของการกระทำต่างกัน องค์ประกอบในการกระทำความผิดจึงต่างกัน แม้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 309, 310, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม, 284 วรรคแรก, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน

ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเราโดยมีหรือใช้อาวุธปืนกับฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร ฐานข่มขืนใจผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 20 ปี รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายอายุ 21 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในอำเภอเมืองอุบลราชธานี อยู่บ้านกับมารดาที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี ส่วนบิดาผู้เสียหายทำงานอยู่ต่างจังหวัด กลับบ้าน 2 สัปดาห์ต่อครั้ง ผู้เสียหายมีคนรักกำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่กรุงเทพมหานคร คบหากันมา 6 ถึง 7 ปีแล้ว ระหว่างศึกษาผู้เสียหายหารายได้ด้วย โดยเป็นครูสอนลีลาศ และเนื่องจากผู้เสียหายมีรูปร่างหน้าตาดี จึงรับเป็นพิธีกรประชาสัมพันธ์สินค้าต่าง ๆ และรับทำหน้าที่เป็นพริตตี้ตามงานต่าง ๆ ส่วนจำเลยอายุ 31 ปี บ้านอยู่ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ทำกิจการร้านอาหารที่กรุงเทพมหานครด้วย วันที่ 16 กรกฎาคม 2553 ผู้เสียหายและหญิงหน้าตาดีหลายคนรับการว่าจ้างไปทำหน้าที่พริตตี้โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้ารถยนต์ยี่ห้อโปรตอน โดยมีรถจักรยานยนต์ประเภทบิ๊กไบค์และชอปเปอร์หลายคันเข้าร่วมขบวนแห่รถยนต์ยี่ห้อโปรตอนไปรอบตัวเมืองอุบลราชธานี เพื่อดึงดูดความสนใจจากประชาชนทั่วไป

จำเลยทำหน้าที่ขับรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์คันที่ผู้เสียหายซ้อนท้าย ผู้เสียหายกับจำเลยไม่รู้จักกันมาก่อน เพิ่งรู้จักกันวันนี้เป็นครั้งแรก รุ่งขึ้นจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรศัพท์และส่งข้อความในลักษณะเกี้ยวพาราสีมายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายหลายครั้ง วันที่ 18 เดือนเดียวกันซึ่งเป็นวันอาทิตย์ จำเลยโทรศัพท์มายังผู้เสียหายตั้งแต่เวลา 6 นาฬิกา หลายครั้ง จนกระทั่งเวลา 9 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาอีก บอกว่าจำเลยไม่ค่อยสบาย ให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ไปพบจำเลยที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาอุบลราชธานี ผู้เสียหายจอดรถยนต์ที่ห้างดังกล่าว แล้วลงจากรถเดินไปที่จำเลยซึ่งนั่งอยู่ในรถกระบะที่จอดอยู่ที่ลานจอดรถ แล้วผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถกระบะดังกล่าวโดยมีจำเลยนั่งหน้าคู่กับผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นขู่บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นรถและขับรถ

ผู้เสียหายขับรถไปได้ 1 กิโลเมตร ก็เข้าไปที่ห้องหมายเลข 8 ของโรงแรมคันทรีแคมป์ อำเภอเมืองอุบลราชธานี ลักษณะเป็นโรงแรมม่านรูด แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ซึ่งผู้เสียหายอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา จากนั้นจำเลยขับรถยนต์ของเพื่อนจำเลยมาส่งผู้เสียหายที่ห้างดังกล่าว หลังจากนั้นในวันเดียวกันจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โทรศัพท์และส่งข้อความมายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหายหลายครั้ง มีข้อความด้วยว่า พี่ขอโทษ พี่ผิดไปแล้ว ต่อมาเที่ยงคืนของวันที่ 18 ต่อคืนวันที่ 19 เดือนเดียวกัน ผู้เสียหายโทรศัพท์เล่าเรื่องที่ถูกจำเลยกระทำชำเราให้คนรักซึ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานครฟัง คนรักโทรศัพท์บอกมารดาผู้เสียหาย

มารดาผู้เสียหายสอบถามผู้เสียหาย แล้วพาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในคืนนั้นเองเวลา 2.30 นาฬิกา รุ่งขึ้นผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวน ตามบันทึกคำให้การ วันที่ 29 เดือนเดียวกัน จำเลยมอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ โดยจะขอให้การในชั้นศาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ ความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายขึ้นนั่งรถยนต์แล้วให้ผู้เสียหายขับไป อันเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยการขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย และใช้อำนาจผิดคลองธรรม โดยโจทก์มิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจาร ถึงแม้ว่าความผิดฐานใช้อุบายหลอกลวงไปเพื่อการอนาจารกับความผิดฐานขู่เข็ญและใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อการอนาจารจะเป็นความผิดในมาตราเดียวกัน แต่ลักษณะของการกระทำต่างกัน องค์ประกอบในการกระทำความผิดจึงต่างกัน แม้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงดังข้างต้นว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อุบายหลอกลวง ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เพราะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

Matter details

Panel of judges
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · อิสสระ นิ่มละมัย · ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์
Lower court
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายธำรงค์ พูดดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
Supreme Court black case no.
อ.3504/2556
Trial court black case no.
อ1032/2554
Trial court red case no.
อ504/2555
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2281/2534

คำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงองค์ประกอบอันเป็นความผิดตามป.อ.มาตรา 200 การเพิ่มเติมเฉพาะบทมาตรา 200 ในคำขอท้ายฟ้อง จึงไม่มีผลทำให้ศาลลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าวได้ กรณีไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์เพิ…

Supreme Court Judgment No. 18/2531

จำเลยที่ 3 ตบตีบังคับให้ผู้เยาว์ดมทินเนอร์ แต่โจทก์มิได้นำสืบว่าเมื่อผู้เยาว์ดมทินเนอร์แล้วจะเกิดผลอะไรที่เป็นเหตุไม่ให้ผู้เยาว์หลบหนีไปตามเจตนาของจำเลย และกรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาลรู้เอง จึงลงโทษจำเ…

Supreme Court Judgment No. 1953/2530

ศาลล่างทั้งสองพิพากษายืนตามกันมาให้ลงโทษจำคุกจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร กระทำอนาจาร ข่มขืนใจผู้อื่น และหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278,281,284,309และ 310 กับฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไ…

Supreme Court Judgment No. 2010/2528

จำเลยฎีกาประสงค์จะให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุเกิดตามวันเวลาที่ผู้เสียหายเบิกความซึ่งแตกต่างไปจากที่ศาลอุทธรณ์รับฟังมาดังนี้ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้…

Supreme Court Judgment No. 7491/2562

เหตุเกิดปี 2558 อันเป็นเวลาขณะที่ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ใช้บังคับ ต่อมามีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2560 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า "แสวงหาประ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up