คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 110 เม็ด น้ำหนัก 9.820 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33และริบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 8 ปี คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ริบของกลางจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า
จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โดยวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ร้อยตำรวจเอกไพชยนต์สุขเกษม และจ่าสิบตำรวจศิรชัช อรุณเกล้า เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมกันตรวจค้นและจับกุมจำเลย ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนเม็ดสีส้มบรรจุอยู่ในซองพลาสติกซองละ 10 เม็ด จำนวน 11 ซอง อยู่ในกระเป๋าเสื้อชั้นในที่จำเลยสวมอยู่พยานจึงยึดไว้เป็นของกลางและสอบถามจำเลยเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว จำเลยบอกว่าเป็นของนายนุมัติที่นำมาฝากให้จำเลยเก็บไว้ พยานกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันควบคุมตัวจำเลย โดยแจ้งข้อหาว่า มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยรับสารภาพและยอมลงชื่อในบันทึกการจับกุมด้วยความสมัครใจ ตามเอกสารหมาย จ.2 นอกจากนี้แล้วยังค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งที่นายนุมัติได้ควบคุมตัวนายนุมัติไปดำเนินคดีด้วย ในชั้นสอบสวนพันตำรวจโทประเสริฐ
กีเกษมศรี พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยก็ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนายนุมัติที่นำมาฝากจำเลยไว้ ตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 คำให้การดังกล่าวพนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นในวันเดียวกันกับที่จำเลยถูกจับกุมตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสัตย์จริงโดยไม่ทันมีเวลาคิดไตร่ตรองหาลู่ทางแก้ตัวให้พ้นผิดจึงใช้เป็นหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาของศาลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ข้อเท็จจริงฟังได้ดังคำพยานโจทก์ว่าเจ้าพนักงานตำรวจยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากความครอบครองของจำเลยปัญหาต่อไปมีว่า
จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต ในข้อหาความผิดที่มีอัตราโทษสูงเช่นนี้แม้ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลศาลก็ยังต้องรับฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดโจทก์ย่อมมีหน้าที่นำสืบให้ประจักษ์ชัดปราศจากสงสัยว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกไพชยนต์กับจ่าสิบตำรวจศิรชัชไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษแต่ประการใด
ตรงกันข้ามพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวกลับเบิกความตรงกันว่า ก่อนเกิดเหตุพยานสืบทราบว่านายนุมัติบุตรของจำเลยเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงได้ขอหมายค้นจากพันตำรวจโทอิทธิพลไปทำการตรวจค้น คำเบิกความองร้อยตำรวจเอกไพชยนต์กับจ่าสิบตำรวจศิรชัชเกี่ยวกับพฤติการณ์ตามทางสืบสวนสอดคล้องกับเหตุการณ์ในขณะที่ตรวจพบของกลางที่จำเลย ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองปากต่างเบิกความยืนยันว่าจำเลยรับต่อพยานว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ยึดได้จากจำเลยมิใช่ของจำเลยแต่เป็นของนายนุมัติที่นำมาฝากจำเลยไว้จ่าสิบตำรวจศิรชัชเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า พยานได้สอบถามนายนุมัติเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง นายนุมัติก็รับว่าเป็นของตนที่ฝากไว้แก่จำเลยคำเบิกความของพยานโจทก์เหล่านี้มีใจความตรงกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่พันตำรวจโทประเสริฐบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งระบุว่า
จำเลยให้การรับต่อพันตำรวจโทประเสริฐว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของนายนุมัติที่นำไปฝากจำเลยไว้ เมื่อนายนุมัติอยากเสพเวลาใดก็จะไปเอาจากจำเลยมาเสพครั้งละ 1 ซอง บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยเอกสารหมาย จ.7เป็นพยานเอกสารที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเพื่อสนับสนุนคำพยานบุคคลของโจทก์เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่าจำเลยให้การในชั้นสอบสวนไปตามความสัตย์จริงดังกล่าวแล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยเพียงแต่รับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายนุมัติเมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบถึงพฤติการณ์แวดล้อมกรณีว่าจำเลยครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ โดยมีเจตนาเพื่อขายจ่าย
แจก แลกเปลี่ยนหรือให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด จึงไม่อาจสันนิษฐานในทางเป็นผลร้ายแก่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องของโจทก์ได้ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากเกินความจำเป็นที่จำเลยมีไว้เพื่อเสพเองแสดงว่าจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะการที่จำเลยรับฝากเมทแอมเฟตามีนของกลางจากนายนุมัติ โดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาพิเศษที่จะจำหน่าย จ่าย แจกให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด การกระทำของจำเลยย่อมไม่เป็นการครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย
แม้จำเลยไม่ได้ยกความข้อนี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยควรมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 นั้น ความผิดตามฟ้องของโจทก์รวมถึงการมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 67 อยู่ด้วย
ถือได้ว่าความผิดตามฟ้องรวมการกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเองเมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวซึ่งมีระวางโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสุดท้ายพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 3 ปี จำเลยรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3