คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2515 เวลากลางวัน จำเลยบังอาจออกเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาท่าพระ ลงวันที่สั่งจ่าย20 เมษายน 2515 จำนวนเงิน 3,000 บาทให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ วันที่20 เมษายน 2515 โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาท่าพระ วันที่ 21 เมษายน 2515 ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษาว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คในวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ไม่ใช่ผู้เสียหาย คดีโจทก์จึงไม่มีมูล พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาทางไต่สวนมูลฟ้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2515 จำเลยยืมเงินจากโจทก์ไป 3,000 บาท ออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือลงวันที่ 20 เมษายน 2515 มอบให้โจทก์ไว้เพื่อเป็นการชำระหนี้ เมื่อเช็คถึงกำหนด โจทก์เอาเช็คเข้าบัญชีผู้อื่นที่ธนาคารไทยพัฒนา จำกัด ธนาคารกสิกรไทย จำกัด ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น โดยว่าบัญชีจำเลยปิดแล้ว ธนาคารไทยพัฒนา จำกัด ได้คืนเช็คและใบคืนเช็คให้โจทก์
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เช็คที่จำเลยออกให้โจทก์เป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 โจทก์นำเช็คที่โจทก์เป็นผู้ทรงเข้าบัญชีผู้อื่น โจทก์เป็นผู้ยื่นเช็คต่อธนาคารที่ให้เรียกเก็บเงินเอง แม้เมื่อเรียกเก็บเงินได้ เงินนั้นจะเข้าบัญชีผู้อื่น แต่ตราบที่เช็คนั้นเรียกเก็บเงินไม่ได้ และโจทก์ไม่ได้โอนเช็คให้ผู้หนึ่งผู้ใดไปดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918 โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงเช็คนั้นอยู่ เช็คนั้นหาได้โอนไปยังเจ้าของบัญชีที่โจทก์เพียงประสงค์จะเอาเงินที่เรียกเก็บตามเช็คเพื่อเข้าบัญชีผู้นั้นให้เป็นผู้ทรงใหม่ไม่ ความผิดฐานออกเช็คโดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค
สารสำคัญอยู่ที่การสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามเช็ค เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมายังโจทก์ โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คอยู่ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ฎีกาที่ 671/2516 ที่ศาลล่างอ้างมา รูปคดีไม่ตรงกับคดีนี้ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งหรือพิพากษาใหม่