Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4099/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามสัญญาเช่าที่ดินที่ จ. เจ้าของที่ดินเดิมทำไว้กับโจทก์ผู้เช่าระบุยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์เฉพาะภายใน เขตทรัพย์สินที่เช่าเท่านั้นมิได้ระบุว่าถ้าผู้เช่าสร้าง ท่าเทียบเรือล่วงล้ำลำน้ำหน้าที่ดินที่เช่า ผู้ให้เช่าจะต้อง ยินยอมลงชื่อด้วย ฉะนั้น การที่ จ. ผู้ให้เช่าเดิมยินยอมลงชื่อรับรองให้โจทก์สร้างท่าเทียบเรือล่วงล้ำลำน้ำที่ดินที่เช่าตามใบอนุญาตกรมเจ้าท่าจึงเป็นการกระทำนอกเหนือสัญญาเช่า ไม่ผูกพันจำเลยผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เช่าจาก จ. และการที่โจทก์ทำคำร้องขอขยายท่าเทียบเรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ก็เป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องรับผิดชอบมากขึ้นกว่าความรับผิดตามสัญญาของเจ้าของที่ดินเดิมแม้โจทก์จะมีหนังสือถึงจำเลยว่าโจทก์รับเป็นผู้รับผิดชอบเอง โจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้กระทำนอกเหนือไปจากสิทธิ และหน้าที่ตามสัญญาเช่าได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินซึ่งอยู่ติดลำน้ำโดยในขณะนั้น นายจำรัส สัมฤทธิ์ เป็นเจ้าของ คือที่ดินซึ่งต่อมาออกเป็นโฉนดเลขที่ 8620 และ 8619 เพื่อสร้างคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนถ่ายน้ำมันมีกำหนดเวลาการเช่า 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2511 จดทะเบียนการเช่าต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2511 โจทก์ได้ขออนุญาตก่อสร้างท่าเทียบเรือและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ในลำน้ำหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 8619 ต่อกรมเจ้าท่าโดยนายจำรัส สัมฤทธิ์เจ้าของที่ดินผู้ให้เช่ายินยอม และได้รับอนุญาตจากกรมเจ้าท่าให้สร้างและใช้ประโยชน์ในท่าเทียบเรือดังกล่าวตลอดมา ต่อมาเมื่อปี 2528 โจทก์มีความประสงค์จะปรับปรุงซ่อมแซมและขยายท่าเทียบเรือเดิมซึ่งเก่าและสร้างมานานแล้วให้อยู่ในสภาพดีและใหญ่โตขึ้น

โจทก์ให้พนักงานของโจทก์ติดต่อกับจำเลย ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ให้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 8619 โดยรับโอนที่ดินและสัญญาเช่าจากนายจำรัส สัมฤทธิ์ เจ้าของเดิมเพื่อให้จำเลยลงชื่อให้ความยินยอมในแบบพิมพ์คำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำแต่จำเลยไม่ยอมลงชื่อ โจทก์ได้รับความเสียหายและขาดประโยชน์เพราะโจทก์ไม่สามารถปรับปรุงซ่อมแซม และขยายท่าเทียบเรือได้เป็นค่าเสียหายและขาดผลประโยชน์เป็นเงินไม่ต่ำกว่าเดือนละ70,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยลงชื่อในช่องเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในแบบพิมพ์คำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำของกรมเจ้าท่าเพื่อให้ความยินยอมให้โจทก์ปรับปรุง ซ่อมแซมและขยายท่าเทียบเรือที่สร้างหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 8619 ถ้าจำเลยไม่ยอมลงชื่อก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 140,000 บาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เดือนละ 70,000 บาท

นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าแบบพิมพ์คำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำจะถูกต้องเรียบร้อยจำเลยให้การว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยมีหน้าที่ตามข้อสัญญาเช่าข้อที่เท่าใดที่จำเลยจะต้องลงชื่อในคำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำให้โจทก์ และโจทก์เสียหายอย่างไรนายจำรัส สัมฤทธิ์ ได้ตกลงทำสัญญาเช่ากับโจทก์มิได้ตกลงสัญญากับโจทก์ถึงการสร้างและขยายท่าเรือด้วยแต่อย่างใดที่นายจำรัส สัมฤทธิ์ ลงนามในคำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำให้โจทก์ไปนั้น เป็นเพราะโจทก์หลอกลวงนายจำรัสว่าโจทก์จะสร้างท่าเรือเล็ก ๆ ธรรมดาเฉพาะในเขตที่ดินตามสัญญาในฟ้องมิใช่ท่าเทียบเรือที่ล่วงล้ำเข้าไปในเขตลำน้ำสาธารณะเช่นนั้นตามสัญญาเช่าจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องให้คำยินยอมต่อโจทก์โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

เพราะโจทก์ยังใช้ท่าเรือและถนนขนถ่ายน้ำมันนั้นได้อยู่แล้ว โจทก์ยังคงดำเนินกิจการตามปกติของโจทก์ การที่โจทก์ได้ขยายท่าเทียบเรือไม่ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นหากเสียหายก็ไม่เกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยลงชื่อในช่องเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในแบบพิมพ์คำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำเพื่อรับรองและยินยอมให้โจทก์ซ่อมแซมปรับปรุงและขยายท่าเทียบเรือที่ดินโฉนดเลขที่ 8619ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีถ้าจำเลยไม่ยอมลงชื่อ ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนารับรองและอนุญาตของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 2,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2528เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะให้คำยินยอมและรับรองหรือถือว่าจำเลยให้คำยินยอมและรับรองแล้ว

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่2 กันยายน 2511 โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าที่ดิน 3 แปลง เป็นของนายจำรัส สัมฤทธิ์ 2 แปลง คือ ที่ดินตาม น.ส.3 เลขที่ 72และ 73 ต่อมา น.ส.3 ดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นโฉนดเลขที่ 8620และ 8619 ที่ดินอีกแปลงหนึ่งเป็นของนายทิ้ง ชูรัตน์ เพื่อสร้างคลังน้ำมันปรากฏตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2511 โจทก์ได้จดทะเบียนการเช่าที่ดินทั้ง 3 แปลงตามหนังสือสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำเพื่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับขนถ่ายน้ำมันต่อกรมเจ้าท่า โดยนายจำรัส สัมฤทธิ์ลงชื่อยินยอมในฐานะเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8619 กรมเจ้าท่าอนุญาตให้โจทก์สร้างท่าเทียบเรือ

เขื่อนกันดิน ค.ส.ล. ตลอดแนวที่ดินที่ติดกับลำน้ำสร้างหลักผูกเรือและหลักกันกระทบท่าตามใบอนุญาตและแผนที่เอกสารหมาย จ.7 โจทก์ได้ก่อสร้างท่าเทียบเรือและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ดังกล่าว และใช้ขนถ่ายน้ำมันทางเรือตั้งแต่ปี 2512 เป็นต้นมา ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2526จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า จำเลยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8619และ 8620 จากนายจำรัส สัมฤทธิ์ ให้โจทก์จ่ายค่าเช่าแก่จำเลยปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย จ.12 และเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2526 นายจำรัส สัมฤทธิ์ มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่า นายจำรัส สัมฤทธิ์ได้ขายที่ดินให้จำเลย ให้จ่ายค่าเช่าแก่จำเลยโดยตรง ปรากฏตามหนังสือเอกสารหมาย จ.13 ต่อมาเมื่อต้นปี 2528 โจทก์ประสงค์จะซ่อมแซม

ปรับปรุงและขยายท่าเทียบเรือให้สามารถรับเรือขนาด 500 ตันกรอสส์ขึ้นไป โจทก์ให้จำเลยลงชื่อยินยอมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินในคำร้องขอทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามแบบฟอร์มเจ้าของกรมเจ้าท่าแต่จำเลยไม่ยอมพิเคราะห์แล้ว ปัญหาว่าจำเลยผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่เช่าจะต้องยินยอมและลงชื่อรับรองในคำร้องของโจทก์ที่ขอทำการก่อสร้างปรับปรุงและขยายท่าเทียบเรือขนถ่ายต่อกรมเจ้าท่าตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าที่ดินซึ่งนายจำรัสเจ้าของที่ดินเดิมทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.1จ.2 ข้อ 3.3 ระบุยินยอมให้โจทก์มีสิทธิใช้ประโยชน์เฉพาะภายในเขตทรัพย์สินที่เช่าเท่านั้น มิได้ระบุว่าถ้าผู้เช่าสร้างท่าเทียบเรือล่วงล้ำน้ำหน้าที่ดินที่เช่า

ผู้ให้เช่าจะต้องยินยอมลงชื่อด้วย ฉะนั้นการที่นายจำรัส สัมฤทธิ์ ผู้ให้เช่าเดิมยินยอมลงชื่อรับรองให้โจทก์สร้างท่าเทียบเรือล่วงล้ำลำน้ำหน้าที่ดินที่เช่า ตามใบอนุญาตกรมเจ้าท่าตามเอกสารหมาย จ.7 นั้นจึงเป็นการกระทำนอกเหนือสัญญาเช่า ไม่ผูกพันจำเลยผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่เช่าและการที่โจทก์ทำคำร้องขอขยายท่าเทียบเรือที่มีขนาดเกินกว่า 500 ตันกรอสส์ ตามเอกสารหมาย จ.17เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์จะได้รับประโยชน์มากขึ้น แบบพิมพ์คำรับรองของเจ้าของที่ดินในคำร้องดังกล่าวมีว่า ถ้ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลใดในหน้าที่ดินบนฝั่งของเจ้าของที่ดิน เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้รับผิดชอบเองจึงเป็นการเพิ่มภาระให้จำเลยผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต้องรับผิดชอบมากขึ้นกว่าความรับผิดตามสัญญาของเจ้าของที่ดินเดิม แม้โจทก์จะมีหนังสือถึงจำเลยว่าโจทก์รับเป็นผู้รับผิดชอบเองก็ตามโจทก์ก็ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้กระทำนอกเหนือไปจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าได้ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
พนม พ่วงภิญโญ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · อุดม มั่งมีดี
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 9535/2558

ผู้ร้องเป็นผู้ถูกอายัดสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าที่ดิน ซึ่งผู้ร้องจะต้องส่งมอบเงินค่าเช่าที่ดินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ณ เวลา หรือภายในเวลาตามที่กำหนดไว้ในคำสั่ง และเป็นลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้องที่ม…

Supreme Court Judgment No. 765/2557

การที่บริษัท บ. โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าอันจะพึงได้รับจากบริษัท ม. แก่โจทก์ และได้รับความยินยอมในการโอนสิทธิรับค่าเช่าดังกล่าว สิทธิและหน้าที่ข้างต้นนั้นคงผูกพันบริษัท บ. เจ้าหนี้ และบริษัท ม. ลูกหนี้…

Supreme Court Judgment No. 8702/2553

โจทก์รับโอนสิทธิการเช่าพื้นที่อาคารมาจากบริษัท บ. โดยผู้โอนตกลงโอนและผู้รับโอนตกลงรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าระหว่างผู้โอนกับบริษัท อ. โจทก์จึงต้องรับไปทั้งสิทธิที่จะได้รับค่าเช่า ค่าบริการที่บร…

Supreme Court Judgment No. 44/2553

ตามบทบัญญัติของ ป.พ.พ. มาตรา 569 ที่กำหนดให้สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่ระงับไป เพราะเหตุโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินซึ่งให้เช่า และผู้รับโอนย่อมรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าด้วยนั้น ทำให…

Supreme Court Judgment No. 4260/2550

เดิมที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของ ท. ต่อมาผู้จัดการมรดกของ ท. ได้ทำสัญญาให้ ธ. เช่าที่ดินมีกำหนด 20 ปี การที่ ธ. ปลูกสร้างตึกแถวลงบนที่ดิน จึงไม่ถือว่าเป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 โจทก์ซื้อที่ดิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up