Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 4037/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาจำเลยว่า ลักทรัพย์ รับของโจร และฉ้อโกง แล้วพนักงานสอบสวนได้สอบคำให้การ จ. ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารผู้เสียหายกรณีที่จำเลยใช้สมุดคู่ฝากถอน เงินสดจากธนาคารผู้เสียหายไปเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 ไว้ ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่า ในวันดังกล่าวจำเลยได้ใช้ สมุดคู่ฝากถอนเงินสดจำนวนดังกล่าวไปจากผู้เสียหายจริง ดังนี้ เห็นได้ว่าพนักงานสอบสวนได้สอบสวนในข้อหาความผิด ฐานฉ้อโกงด้วยแล้ว แม้ว่าในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง พนักงานสอบสวนจะไม่ได้สอบปากคำว่าจำเลยได้ไปฉ้อโกง หรือหลอกลวงผู้ใดไว้ก็ตาม ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะ ในการสอบสวนไม่มีข้อห้ามตามกฎหมายว่าพนักงานสอบสวนจะต้องสอบสวนมากน้อยเพียงใด เมื่อมีการสอบสวนใน ความผิดฐานฉ้อโกงโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงมี อำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกง โดยวินิจฉัยว่าฟังไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานฉ้อโกง โดยชอบ โดยศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิด ฐานฉ้อโกงหรือไม่ ดังนี้เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลย เป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความ ศาลฎีกา ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 334, 335 และ 341 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 575,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334, มาตรา 335(1) วรรคแรก, 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี ฐานฉ้อโกงจำคุก 1 ปี รวมจำคุก 31 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่คงลงโทษจำคุก 23 ปี 3 เดือน แต่ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกิน 10 ปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยรวมทั้งสิ้น 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 575,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยมีความผิดฐานร่วมกับพวกตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปลักทรัพย์ 25 กรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคแรก และมีความผิดฐานร่วมกับพวกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 5 กรรม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 575,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยกโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงเพราะได้มีการสอบสวนในข้อหาความผิดดังกล่าวแล้วหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์นำสืบว่า

เมื่อผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจโทอาภากร โกมลสุทธิ พนักงานสอบสวนร้อยตำรวจโทอาภากรได้แจ้งข้อหาจำเลยว่าลักทรัพย์รับของโจรและฉ้อโกงแล้วได้สอบคำให้การของฝ่ายผู้เสียหายไว้ ต่อมาเมื่อจับกุมจำเลยได้ก็ได้สอบคำให้การจำเลย เห็นว่าตามบันทึกคำให้การของนางจันทร์เพ็ญ พุฒิวรชัย ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.13ร้อยตำรวจโทอาภากรได้สอบคำให้การนางจันทร์เพ็ญ กรณีที่จำเลยใช้สมุดคู่ฝากถอนเงินสดจำนวน 10,000 บาท ไปจากผู้เสียหายเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นเหตุให้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกง และตามบันทึกคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.15จำเลยก็ให้การรับว่าเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 จำเลยได้ใช้สมุดคู่ฝากถอนเงินสดจำนวน 10,000 บาท

ไปจากผู้เสียหายจริง แสดงให้เห็นว่าร้อยตำรวจโทอาภากรได้สอบสวนในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงด้วยแล้วแม้ว่าร้อยตำรวจโทอาภากรจะเบิกความตอบคำถามค้านว่าข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงไม่ได้มีการสอบปากคำว่าจำเลยได้ไปฉ้อโกงหรือหลอกลวงผู้ใดก็ตาม ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญเพราะการสอบสวนพนักงานสอบสวนจะสอบสวนมากน้อยเพียงใดก็หาต้องด้วยข้อห้ามตามกฎหมายไม่ จึงถือได้ว่าคดีนี้ได้มีการสอบสวนในความผิดฐานฉ้อโกงโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงปัญหาประการต่อไปมีว่า จำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงโดยวินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานฉ้อโกงโดยชอบ

ต้องห้ามมิให้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 โดยศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยกระทำผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ เพื่อให้การวินิจฉัยความผิดของจำเลยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฉ้อโกง ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้อหานี้ให้ครบถ้วนแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
เดิมพัน จรรยามั่น · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · ชวลิต ธรรมฤาชุ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up