Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 383/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ และห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้องแต่ได้ความว่าโจทก์เป็นภริยาของ ต. จำเลยยกที่พิพาทให้ ต.ไม่ได้ยกให้โจทก์ด้วยหลังจากต. ตายโจทก์ครอบครองที่พิพาทตลอดมา โดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ครอบครอง อย่างเจ้าของโดยเปลี่ยนลักษณะการยึดถือ ถือว่าโจทก์ครอบครอง แทนทายาทของ ต. โจทก์จึงไม่ได้สิทธิครอบครองที่พิพาทและไม่มี อำนาจฟ้อง.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2520 หรือ 2521 โจทก์แต่งงานกับนายต้าหรอด ผิวดำ บุตรของจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรส จำเลยยกที่ดินของจำเลยตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1301 หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ให้โจทก์และนายต้าหรอดบางส่วนจำนวนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ โดยมิได้จดทะเบียนโอน โจทก์และนายต้าหรอดเข้าครอบครองทำประโยชน์นับแต่จำเลยยกให้ โดยปลูกยางพาราพันธุ์ดีเต็มเนื้อที่ และสามารถตัดกรีดได้ตั้งแต่ปี 2527กลางปี 2529 นายต้าหรอดถึงแก่กรรม โจทก์คงยึดถือครอบครองตลอดมา วันที่ 16 พฤษภาคม 2531 จำเลยห้ามปรามขัดขวางมิให้โจทก์และบริวารตัดกรีดยางพารา แล้วจำเลยและบริวารเข้าตัดกรีดยางพาราของโจทก์เอาเป็นประโยชน์ของตน

ทำให้โจทก์เสียหายเพราะโจทก์ไม่สามารถตัดกรีดน้ำยางซึ่งเคยตัดกรีดได้วันละประมาณ 13 ถึง 17กิโลกรัม โจทก์ขอเรียกร้องวันละ 15 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 25บาท คิดเป็นค่าเสียหายวันละ 375 บาทนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2531ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 103 วัน เป็นเงิน 38,625 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินบางส่วนพร้อมสิ่งปลูกสร้างตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 1301หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ เนื้อที่10 ไร่ เป็นที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยกับบริวารเข้าเกี่ยวข้องและให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ ทำการรังวัดแบ่งแยกที่ดินเป็นชื่อของโจทก์ตามส่วนที่มีสิทธิ กับให้จำเลยชำระเงินจำนวน 38,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และค่าเสียหายวันละ 375 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารหยุดตัดกรีดยางในที่ดินดังกล่าวจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินบางส่วนพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามน.ส.3 ก. เลขที่ 1301 หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยน้ำขาว อำเภอคลองท่อมจังหวัดกระบี่ จำนวน 10 ไร่ อาณาเขตทิศเหนือจดที่ดินของจำเลยส่วนที่เหลือตาม น.ส.3 ก. ดังกล่าวทิศใต้จดที่ดินของนายยาดี ลูกเหล็มทิศตะวันออกจดควน และทิศตะวันตกจดที่ดินนายสมศักดิ์ โสภณสุขสถิตย์เป็นที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 11,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายวันละ 100 บาท ทุกวัน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะหยุดตัดกรีดยางในที่ดินของโจทก์ คำขออื่นให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์และนายต้าหรอดบุตรของจำเลยอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาเมื่อประมาณปี 2520 หรือ ปี 2521 โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เกิดบุตรด้วยกัน 3 คน นายต้าหรอดถึงแก่กรรมเมื่อปี 2529และโจทก์มีสามีใหม่เมื่อปี 2530 ทางราชการออกเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินพิพาทเอกสารหมาย จ.1 เมื่อปี 2522 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่โจทก์เบิกความว่าจำเลยยกที่ดินพิพาทให้โจทก์และนายต้าหรอดเป็นการกองทุนกันระหว่างบิดามารดาของโจทก์กับนายต้าหรอดเพื่อจะให้เป็นทุนรอนในการทำมาหากินนั้น คงมีแต่โจทก์เพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนนอกจากนี้นายยาดี

ลูกเหล็มพยานโจทก์ก็เบิกความว่า จำเลยบอกว่ายกที่ดินพิพาทให้นายต้าหรอดไปแล้ว ไม่ได้พูดว่ายกที่ดินพิพาทให้โจทก์ด้วย ซึ่งตรงกับที่จำเลยให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอคลองท่อม ตามเอกสารหมาย จ.6 ว่า จำเลยให้ที่ดินพิพาทแก่บุตรทั้งสามของจำเลยปลูกสวนยางพารา และจำเลยจะแบ่งปันให้ในภายหลัง เฉพาะนายต้าหรอดให้ประมาณ 10 ไร่ จำเลยให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2531 ซึ่งเป็นระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะมาฟ้องเป็นคดีนี้ จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบและคำเบิกความของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยยกที่ดินพิพาทให้แก่นายต้าหรอดไม่ได้ยกให้โจทก์ด้วย และตามฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่าภายหลังนายต้าหรอดถึงแก่กรรม โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมา แต่ตลอดเวลาดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้ครอบครองอย่างเจ้าของโดยเปลี่ยนลักษณะการยึดถือแจ้งไปยังจำเลยแล้วแต่ประการใด ดังนั้น โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทนานเท่าใด ก็ถือว่าถือแทนทายาทของนายต้าหรอดโจทก์ไม่ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้"

Result

พิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
ประสิทธิ์ แสนศิริ · วิทวัส อยู่วัฒนา · ไพศาล รางชางกูร
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1724/2563

แม้ที่ดินพิพาทมีเพียงแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เมื่อเจ้ามรดกผู้ครอบครองถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ได้แก่ ส. บุตรเจ้ามรดกซึ่งเป็นบิดาจำเลย ว. บุตร…

Supreme Court Judgment No. 7104/2539

เดิม ป.เจ้ามรดกเป็นเจ้าของที่ดินรวม 6 แปลง เมื่อ ป.ถึงแก่กรรมศาลได้มีคำสั่งตั้ง จ.เป็นผู้จัดการมรดกของ ป. และ จ.ได้ไปจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดก ทั้ง 6 แปลง ดังกล่าวมาเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ.ในฐานะผู้จัด…

Supreme Court Judgment No. 8267/2538

จำเลยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกย่อมเป็นตัวแทนของทายาทคือโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์1720 ดังนั้น การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทอันเป…

Supreme Court Judgment No. 4638/2533

จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกและครอบครองต่อมา ถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทอื่นด้วยโจทก์ทายาทคนหนึ่งฟ้องคดีเรียกร้องให้แบ่งที่ดินพิพาทเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกตายหรือนับแต่โจ…

Supreme Court Judgment No. 4757/2533

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาล ที่ดินและตึกแถวพิพาทเป็นมรดกของผู้ตาย โดยตึกแถวพิพาทเป็นสินสมรสของผู้ตายกับโจทก์ เมื่อวันที่ 5 กุมภ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up