คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้แก่โจทก์ ในราคา30,000 บาท ครบกำหนดไถ่ จำเลยไม่นำเงินมาไถ่และไม่โอนที่ดินให้โจทก์ ขอบังคับให้จำเลยใช้เงิน 30,000 บาทแก่โจทก์จำเลยให้การว่าไม่เคยขายฝากที่ดินให้โจทก์ และจำเลยได้นำ น.ส.3ไปประกันค่าสินค้าที่จำเลยซื้อเชื่อจากโจทก์ โจทก์หลอกให้จำเลยลงชื่อในสัญญาขายฝากแล้วนำไปกรอกข้อความเอง สัญญาขายฝากนี้มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นงดสืบพยานทั้งสองฝ่าย พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ที่จำเลยทำไว้กับโจทก์เป็นโมฆะ เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
จำเลยให้การต่อสู้ว่าไม่ได้รับเงินค้าขายฝาก 30,000 บาทจากโจทก์ หากพิจารณาแล้วได้ความว่าจำเลยรับเงินค่าขายฝากจากโจทก์ เมื่อสัญญาขายฝากเป็นโมฆะโจทก์ต้องคืนที่ดินให้จำเลย จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ในลักษณะลาภมิควรได้ เพราะเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และทำให้โจทก์เสียเปรียบ เทียบเคียงได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1008/2510 ระหว่าง นายสุเวียง ศรีสุข โจทก์นายอ่วม ธรรมทอง
จำเลยทั้งตามคำฟ้องของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์ได้บรรยายถึงเรื่องลาภมิควรได้ไว้แล้วต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสืบพยานให้ได้ความเสียก่อนว่าจำเลยได้รับเงินค่าขายฝาก 30,000 บาทจากโจทก์หรือไม่แล้วพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานทั้งสองฝ่ายเป็นการไม่ชอบพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ แต่คดีในชั้นฎีกาเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมาในชั้นฎีกาให้คืนแก่โจทก์