คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองบังอาจบุกรุกเข้าไปแผ้วถางโก่นสร้างและยึดถือครอบครองเอาที่ดินบางส่วนของที่สาธารณประโยชน์ ทำให้ทรัพย์สาธารณประโยชน์ดังกล่าวเสียหายและไร้ประโยชน์ นายอำเภอได้มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองออกไปภายใน 30 วัน จำเลยไม่ยอมออกไป โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360, 368, 91 ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9, 108 ทวิจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคแรก ปรับคนละ 400 บาท
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 จำเลยทั้งสองเข้าไปยึดถือครอบครองที่สาธารณะโคกหัวหล่อนที่ทางราชการสงวนไว้เป็นทำเลเลี้ยงสัตว์สำหรับราษฎรทั่วไป ไม่ใช่ที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครอง นายพุธ ศิริพงษ์ นายอำเภอพลซึ่งเป็นนายอำเภอท้องที่จึงมีคำสั่งที่ 125/2515 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2515 ว่า โดยอาศัยระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515) ข้อ 3(2) ให้จำเลยทั้งสองออกจากที่สาธารณะแห่งนั้นภายใน 30 วัน จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งนี้พ้นกำหนด 30 วันแล้วไม่ยอมออก เห็นว่านายอำเภอออกคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายที่ดินโดยเฉพาะ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยมิได้มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน (ตั้งแต่ก่อนมีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96) และไม่ยอมออกจากที่ดินตามคำสั่งของนายอำเภออันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 108 แก้ไขโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 96 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2515 ข้อ 11 ได้นั้น กรณีจะต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้ดังนี้ "ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 9 อยู่ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ถ้าผู้ฝ่าฝืนเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติให้ต้องตามระเบียบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ฝ่าฝืนออกจากที่ดินหรือรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษ ฯลฯ" ฉะนั้นจึงนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 มาใช้บังคับลงโทษจำเลยไม่ได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน