คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ราชพัสดุเป็นของกระทรวงการคลังและกระทรวงการคลังหรือกรมธนารักษ์ไม่ได้เป็นโจทก์หรือร่วมเป็นโจทก์หรือมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่เคยแต่งตั้งหรือมีคำสั่งใด ๆให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวตามแบบก่อสร้างที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่มีหน้าที่ใด ๆ ที่จะต้องควบคุมดูแลการก่อสร้างดังกล่าว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 152,100บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสามโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย และโจทก์ฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ตัวผู้ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีไม่ขาดอายุความนั้นล้วนแต่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทกฎหมายที่กล่าวมาแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาของโจทก์คงมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบด้วยมาตรา 238 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2521 โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวของโรงเรียนพรตพิทยพยัต
พร้อมถมดินหรือถมทรายบริเวณการก่อสร้างด้วย ตามสัญญาจ้างเหมาทำการก่อสร้างเอกสารหมาย จ.2 ขณะนั้นจำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพรตพิทยพยัตสังกัดกรมโจทก์ จำเลยที่ 3 เป็นนายช่างโยธา กองออกแบบและก่อสร้าง สังกัดกรมโจทก์ ระหว่างก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวโรงเรียนพรตพิทยพยัตนั้น ตามสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างจะต้องนำดินจากที่อื่นมาถม ณ ที่ก่อสร้างอาคารเรียนแต่จำเลยที่ 1 กลับใช้รถแทรกเตอร์ขุดดันดินภายในบริเวณโรงเรียนขึ้นมาถมแล้วก่อสร้างอาคารเรียนจนเสร็จตามสัญญา โจทก์ได้รับมอบงานและชำระเงินค่าก่อสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 รับไปเรียบร้อยแล้ว
ที่โจทก์ฎีกาว่า กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นเจ้าของที่ราชพัสดุ อันเป็นที่ตั้งโรงเรียนพิพาท ซึ่งทางราชการสงวนไว้สำหรับสร้างโรงเรียน และใช้ประโยชน์เกี่ยวกับกิจการโรงเรียนโดยมอบให้โจทก์เป็นผู้ครอบครองดูแล เมื่อจำเลยที่ 1 มาขุดดินไปโดยพลการ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนในความผิดด้วยทำให้โจทก์ขาดประโยชน์และขาดความสะดวกในการใช้ทรัพย์เพื่อการศึกษาของเยาวชน โจทก์จึงได้รับความเสียหายและมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินที่ตั้งโรงเรียนพิพาทเป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2518 มาตรา 4 ซึ่งตามมาตรา 5 ประกอบด้วยมาตรา 11 ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยที่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกระทำละเมิดโดยจำเลยที่ 1 ขุดดินในที่ราชพัสดุขึ้นมาใช้ในการก่อสร้างโรงเรียนและโจทก์นำสืบว่า
โจทก์มีสิทธิใช้สอยที่ราชพัสดุดังกล่าว ดังนี้เห็นได้ว่าเหตุละเมิดดังกล่าวเป็นการกระทำต่อที่ราชพัสดุซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้มีอำนาจฟ้อง เมื่อไม่ปรากฏว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้โจทก์ฟ้องคดี โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสาม"
Result
พิพากษายืน