คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2535 จำเลยกู้ยืมและรับเงิน 212,600 บาท ไปจากโจทก์ ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ในวันที่ 21 เมษายน 2537 โดยนำบ้านและทรัพย์สินภายในบ้านเป็นประกันหนี้ แล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับจำเลยใช้ต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 284,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 212,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า วันที่ 14 ตุลาคม 2535 ขณะที่จำเลยนอนป่วยอยู่ที่บ้าน โจทก์นำหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งเขียนเสร็จแล้วมาขอให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินจำนวน4 ฉบับ ว่าได้กู้เงินโจทก์ไปฉบับละ 212,600 บาท โจทก์บอกว่าจะนำสัญญากู้เงินไปหลอกสามีโจทก์ว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ไป
เพราะโจทก์และจำเลยถูกผู้อื่นหลอกลวงให้ถอนเงินจากธนาคารให้ไปเป็นจำนวนมาก โจทก์กลัวว่าสามีโจทก์จะด่าว่าและทุบตีทำร้ายโจทก์จำเลยซึ่งเป็นพี่ของโจทก์มีความรักโจทก์ผู้เป็นน้อง จึงได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินให้โจทก์ไว้ทั้ง 4 ฉบับ เก็บไว้ที่โจทก์ 1 ฉบับ ทุกฉบับมีวันเดือนปีและจำนวนเงินตรงกันโจทก์สัญญาว่าจะไม่นำสัญญากู้มาฟ้อง จำเลยไม่เคยได้รับเงินตามสัญญาที่โจทก์ฟ้อง สัญญากู้เป็นโมฆียะกรรมและได้บอกล้างนิติกรรมการกู้เงินไปแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามเอกสารหมาย จ.1
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ตามสัญญากู้ยืมเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 1 มีข้อความว่า ผู้กู้ได้กู้ยืมเงินและได้รับเงินนี้ไปเสร็จแล้วแต่วันทำสัญญานี้ การที่จำเลยนำสืบว่าไม่เคยได้รับเงินจำนวนที่โจทก์ฟ้องเลย จึงเป็นการสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94 นั้น เห็นว่า จำเลยให้การต่อสู้ว่า มีหญิงชายคู่หนึ่งมาหลอกเอาเงินโจทก์จำเลยไป โจทก์กลัวว่าสามีโจทก์รู้แล้วจะด่าว่าและทำร้าย โจทก์จึงนำสัญญากู้ซึ่งเขียนเสร็จแล้วจำนวน 4 ฉบับ มาให้จำเลยลงลายมือชื่อเพื่อโจทก์จะนำสัญญากู้ไปหลอกสามีว่า จำเลยกู้เงินไป ซึ่งความจริงจำเลยไม่เคยได้รับเงินตามสัญญา
เช่นนี้จำเลยมีสิทธินำสืบพยานบุคคลตามข้อต่อสู้ของจำเลยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94วรรคท้าย เพราะเป็นการนำสืบมูลเหตุที่ทำสัญญาเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่มีมูลหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ที่จะทำให้จำเลยต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ และหนี้เงินกู้ไม่สมบูรณ์เพราะโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ให้จำเลยกรณีมิใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ดังข้อฎีกาของโจทก์"
Result
พิพากษายืน