Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2522 (ref. 36160)

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์เป็นบริษัทจำกัด จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบธุรกิจให้เช่าและจัดจำหน่ายฟิลม์ภาพยนตร์ มีสำนักงานสาขาอยู่ในประเทศไทยโจทก์เช่าฟิลม์ภาพยนตร์จากบริษัทต่างประเทศแล้วเอาเข้ามาฉายในประเทศไทย ซึ่งทางโรงภาพยนตร์จะแบ่งปันรายได้ให้แก่โจทก์โจทก์จะหักไว้เป็นรายได้ของโจทก์ร้อยละ 40 ส่วนที่เหลือร้อยละ 60 ต้องหักค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ค่าตัดต่อฟิลม์ค่าพิมพ์คำบรรยายค่าบันทึกเสียงหรือพากย์ และค่าตรวจเซนเซ่อร์เสียก่อน เหลือเท่าไรบริษัทต่างประเทศจึงจะมีสิทธิเรียกร้องเอาจากโจทก์ได้และโจทก์มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องส่งเงินสุทธิดังกล่าวเท่านั้นไปให้บริษัทต่างประเทศดังนั้นเงินค่าเช่าฟิลม์ภาพยนตร์ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียภาษีตามมาตรา 40(5) ประกอบด้วยมาตรา 70 จึงได้แก่เงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทต่างประเทศหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วและการคำนวณภาษีเงินได้ของเงินดังกล่าวจะต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้อีกร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือตามมาตรา 70(3)

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 40 ป.รัษฎากร Section 70 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 Section 17 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.รัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 Section 33

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องเป็นทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียน ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจให้เช่า และจัดจำหน่ายฟิลม์ภาพยนตร์มีสำนักงานสาขาประกอบกิจการอยู่ในประเทศไทยเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลย สั่งให้โจทก์ในฐานะผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลกับเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ไปชำระ โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้อง จึงขอให้เพิกถอนจำเลยให้การว่า การประเมินของเจ้าพนักงานชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบธุรกิจการให้เช่าและจัดจำหน่ายฟิลม์ภาพยนตร์ มีสำนักงานสาขาอยู่ในประเทศไทย

คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ได้เช่าฟิลม์ภาพยนตร์จากบริษัทต่างประเทศรวม 6 บริษัท ดังรายชื่อในเอกสารหมาย 2 ท้ายฟ้องมาจัดดำเนินการฉายในประเทศไทย บริษัทต่างประเทศดังกล่าวมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย ในระหว่าง พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2512 บริษัทต่างประเทศรับเงินได้จากการให้เช่าฟิลม์ภาพยนตร์ที่จ่ายจากประเทศไทยโดยโจทก์เป็นผู้จ่าย บริษัทต่างประเทศดังกล่าวจึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้โดยโจทก์ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ปัญหาที่จะวินิจฉัยมีว่า การประเมินเรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากโจทก์นั้นถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลรัษฎากรมาตรา 70 บัญญัติว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2)(3)(4)(5)(6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษีโดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้ ฯลฯ (3) เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(5) ให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 10 แล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ฯลฯ" ดังนี้ เงินได้พึงประเมินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยจะต้องเสียภาษีตามมาตรา 70 นี้จึงหมายความเฉพาะเงินที่จ่ายให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวเท่านั้นสำหรับคดีนี้

โจทก์เช่าฟิลม์ภาพยนตร์จากบริษัทต่างประเทศแล้วเอาเข้ามาฉายในประเทศไทย เมื่อฉายภาพยนตร์ดังกล่าวแล้วทางโรงภาพยนตร์จะแบ่งปันรายได้ให้แก่โจทก์ โจทก์จะหักไว้เป็นรายได้ของโจทก์ประมาณร้อยละ 40 เงินส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 60 บริษัทต่างประเทศเจ้าของฟิลม์ภาพยนต์ยังไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาไปเพราะมีข้อสัญญาให้นำเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่ายเป็นค่าโฆษณาค่าตัดต่อฟิลม์ ค่าพิมพ์คำบรรยาย ค่าบันทึกเสียงหรือค่าพากย์และค่าตรวจเซ็นเซอร์เสียก่อน เงินจำนวนที่เหลือจากหักค่าใช้จ่ายตามสัญญาดังกล่าวแล้วเท่านั้นที่บริษัทต่างประเทศเจ้าของฟิลม์ภาพยนตร์จะมีสิทธิเรียกร้องเอาจากโจทก์ได้และโจทก์ก็มีหน้าที่ตามสัญญาต้องส่งเงินสุทธิดังกล่าวเท่านั้นไปให้บริษัทต่างประเทศ

ดังนั้น เงินค่าเช่าฟิลม์ภาพยนตร์ซึ่งถือว่าเป็นเงินได้พึงประเมินที่โจทก์จะต้องรับผิดเสียภาษีตามมาตรา 40(5) ประกอบด้วยมาตรา 70 จึงได้แก่เงินที่โจทก์จ่ายให้บริษัทต่างประเทศหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว และการคำนวณภาษีเงินได้ดังกล่าวจะต้องหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาให้อีกร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือดังกล่าวตามมาตรา 70(3) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าการประเมินเรียกเก็บภาษีตามวิธีการของจำเลยถูกต้องชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาพิพากษากลับให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลกองภาษีเงินได้ของจำเลย

Matter details

Panel of judges
เฟื่องขจิต รัศมิภูติ · สมชัย ทรัพยวณิช · ชลูตม์ สวัสดิทัต
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4725/2565

แม้เอกสารที่โจทก์นำสืบจะเป็นภาษาต่างประเทศและไม่ได้ทำคำแปลเป็นภาษาไทย แต่คู่ความสามารถส่งพยานเอกสารที่ทำขึ้นเป็นภาษาต่างประเทศต่อศาลได้โดยไม่จำต้องทำคำแปลเป็นภาษาไทยเสมอไป เว้นเสียแต่ศาลสั่งให้ทำคำแปล…

Supreme Court Judgment No. 2050/2559

การนำเข้าระบบตู้สาขาโทรศัพท์อัตโนมัติของโจทก์ไม่ใช่การซื้อแบบแยกชิ้นเฉพาะส่วนที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน อันมีลักษณะเป็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่มีลักษณะเป็นการซื้อสินค้า…

Supreme Court Judgment No. 13253/2558

บริษัทโจทก์ บริษัท เอบีบี ด. และบริษัท เอบีบี พ. มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายเดียวกันคือ บริษัท อาเซียอา นิติบุคคลตามกฎหมายไทยถือหุ้นร้อยละ 51 และมีบริษัท เอบีบี อ. นิติบุคคลตามกฎหมายต่างประเทศ ถือหุ้นคิดเป…

Supreme Court Judgment No. 5808/2557

ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดระหว่างบริษัท อ. ประเทศสวีเดนกับโจทก์มีข้อตกลงว่า บริษัท อ. จะให้บริการความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์ โดยจะจัดส่งสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แคตตาล็อกและเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณ…

Supreme Court Judgment No. 5807/2557

ตามสัญญาให้บริการด้านการตลาดระหว่างบริษัท อ. ประเทศสวีเดนกับโจทก์มีข้อตกลงว่า บริษัท อ. จะให้บริการความช่วยเหลือด้านการตลาดแก่โจทก์ เพื่อช่วยให้โจทก์สามารถจัดจำหน่ายเครื่องใช้ซึ่งโจทก์ซื้อมาจากแหล่งต่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up