Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 361/2564

พ.ศ. 2564 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ภายหลังลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามสำเร็จแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเพื่อโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกบางคันมาเป็นชื่อจำเลย บางคันมาเป็นชื่อบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และบางคันเป็นชื่อบุคคลภายนอก เป็นการกระทำเพื่อมุ่งใช้สอยหรือหาประโยชน์จากรถบรรทุกแต่ละคันที่ลักมา มิใช่เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งรถบรรทุกแต่ละคัน ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,000,000 บาท 3,400,000 บาท และ 4,200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก, 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมเอกสารราชการ จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 แต่เพียงกระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำคุกกระทงละ 3 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอม จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง

ฐานร่วมกันลักทรัพย์ คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 10 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (1) รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 3,400,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และจำนวน 4,200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 268 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี และปรับกระทงละ 2,000 บาท ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน และปรับกระทงละ 1,000 บาท รวม 9 กระทง จำคุก 9 ปี 54 เดือน และปรับ 9,000 บาท โทษจำคุกแต่ละกระทงจำคุกไม่เกิน 5 ปี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 (ที่แก้ไขใหม่) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ยกคำขอที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยกับพวกร่วมกันลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามรวม 11 คัน แล้วร่วมกันทำปลอมขึ้นซึ่งแบบคำขอโอนและรับโอนและหนังสือมอบอำนาจ แล้วนำไปยื่นแสดงต่อสำนักงานขนส่ง กรมการขนส่งทางบก เพื่อขอโอนกรรมสิทธิ์ในรถบรรทุกคันที่ลักมาไปเป็นของจำเลยและบุคคลอื่น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า ภายหลังการลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามแต่ละคันเป็นความผิดสำเร็จแล้ว พฤติการณ์ของจำเลยกับพวกที่ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมเพื่อโอนกรรมสิทธิ์รถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามบางคันมาเป็นชื่อจำเลย

บางคันมาเป็นชื่อบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และบางคันเป็นชื่อบุคคลภายนอก เป็นการกระทำเพื่อมุ่งใช้สอยหรือหาประโยชน์จากรถบรรทุกแต่ละคันที่ลักมา มิใช่เป็นการกระทำที่มีเจตนามุ่งหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งรถบรรทุกแต่ละคันแต่อย่างใด ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์กับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยร่วมกับลูกจ้างของโจทก์ร่วมทั้งสามลักรถบรรทุกของโจทก์ร่วมทั้งสามไปหลายคัน แล้วยังร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมไปยื่นจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าหน้าที่อีกหลายครั้งต่อเนื่องกันโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และยังจับกุมผู้ร่วมกระทำความผิดได้ไม่ครบทุกคน

แม้จำเลยจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีก แต่เป็นเรื่องที่จำเลยต้องรับผิดทางแพ่งอยู่แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษารอการลงโทษจำคุกให้จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสามจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความกับจำเลยอีก กรณีมีเหตุลงโทษจำเลยเบาลง

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (เดิม), 264 วรรคแรก (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป จำคุกกระทงละ 1 ปี ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จำคุกกระทงละ 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 9 กระทง จำคุก 54 เดือน ฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 48 เดือน รวมจำคุกจำเลย 102 เดือน ไม่ปรับ และไม่รอการลงโทษจำคุก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

Matter details

Panel of judges
ประยูร ณ ระนอง · ชัยเจริญ ดุษฎีพร · อนุสรณ์ ศรีเมนต์
Lower court
ศาลจังหวัดระยอง - นายกสิชล ว่องไวชล
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายโสภณ มัธยันต์พล
Supreme Court black case no.
อ.2754/2563
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up