Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3546/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 และที่ 6 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายกิตติได้ประมาทเลินเล่อต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งที่โจทก์วางไว้ ละเลยไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการเก็บเงิน รับเงินและส่งเงินของนายกิตติผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจนเป็นเหตุให้นายกิตติ ทุจริตเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและค่ามาตราวัดน้ำจำนวน 815,985.08 บาทของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งผิดสัญญาจ้างและสัญญาตัวแทนเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ ดังนี้เป็นคำบรรยายฟ้องที่ชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหา และข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับที่นายกิตติเบียดบังอย่างไร จำเลยที่ 4 และที่ 6 ประมาทเลินเล่ออย่างไร โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 4 และที่ 6 ปล่อยปละละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของโจทก์ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าน้ำประปาของโจทก์ไป เป็นการประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติงานตามหน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์และต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เท่าที่โจทก์เสียหายไประเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้กำหนดตัวผู้บังคับบัญชาที่จะต้องรับผิดร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาในกรณีที่มีการทุจริตทำให้เสียหายมิใช่กฎหมาย ดังนั้น จะถือว่าผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเด็ดขาดเสมอไปมิได้ การกระทำใด ๆจะเป็นละเมิดหรือไม่ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420บรรยายฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่อปล่อยให้นายกิตติยักยอกเงินของโจทก์ไป แต่นำสืบว่า นายกิตติซึ่งมีหน้าที่จ่ายใบเสร็จรับเงินให้พนักงานอื่นไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำประปาได้เอาใบเสร็จรับเงินไปเก็บเงินเสียเองแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว ไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นลูกจ้างและตัวแทนของโจทก์ได้ร่วมกันกระทำผิดระเบียบและคำสั่งของโจทก์ ละเลยไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการเก็บเงินการรับเงิน และการส่งเงินและไม่ตรวจสอบบิลค่าน้ำประปาในความรับผิดชอบของนายกิตติผู้ใต้บังคับบัญชา ทำให้นายกิตติทุจริตเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและเงินค่ารักษามาตรวัดน้ำจำนวน 815,985.08 บาท ของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เป็นการผิดสัญญาจ้างและสัญญาตัวแทนเป็นที่เสียหายแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 8 ให้การทำนองเดียวกันว่า ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของนายกิตติ

ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ให้การทำนองเดียวกันว่า ได้ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ฉบับที่ 3 แล้ว มิได้ประมาทเลินเล่อ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ใช้เงินจำนวน 815,985.08 บาทและดอกเบี้ยแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยอื่นจำเลยที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ด้วยจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ในประเด็นที่ว่าคำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องฟังได้ชัดแจ้งถึงสภาพแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของนายกิตติได้ประมาทเลินเล่อต่อการปฏิบัติงานตามหน้าที่ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งผิดสัญญาจ้างและสัญญาตัวแทนเป็นการเสียหายแก่โจทก์

ขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 6 ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์จำนวนเงิน 815,985.08 บาทและบรรยายถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือจำเลยที่ 4 และที่ 6ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและคำสั่งที่โจทก์วางไว้ ละเลยไม่ควบคุมดูแลตรวจสอบการเก็บเงิน การรับเงิน และการส่งเงินของนายกิตติผู้ใต้บังคับบัญชาจนเป็นเหตุให้นายกิตติทุจริตเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและเงินค่ามาตรวัดน้ำจำนวน815,985.08 บาท ของโจทก์ไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับที่นายกิตติเบียดบังเงินค่าน้ำประปาและเงินค่ามาตรวัดน้ำของโจทก์อย่างไรและจำเลยที่ 4 และที่ 6 ประมาทเลินเล่ออย่างไรนั้น โจทก์นำสืบได้ในชั้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 4 และที่ 6 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่นั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า

จำเลยที่ 4 และที่ 6 เป็นผู้บังคับบัญชาชั้นใกล้ชิดที่สุดของนายกิตติซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ควบคุมใบเสร็จรับเงินของเขต 3 จำเลยที่ 4 ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกรายได้ ซึ่งตามข้อบังคับการประปานครหลวงฉบับที่ 7 ว่าด้วยการรับ - จ่าย การเก็บรักษาเงิน พ.ศ. 2512 ข้อ 16 ข้อ 20 และข้อ 21ตามเอกสารหมาย จ.34 ได้กำหนดให้หัวหน้าแผนกรายได้มีหน้าที่จ่ายใบเสร็จรับเงินให้พนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำประปา ตรวจสอบจำนวนเงินตามใบนำส่ง และจำนวนใบเสร็จรับเงินคงเหลือให้ถูกต้องตรงกันส่วนจำเลยที่ 6 ดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานควบคุมเขต 1 ถึงเขต 6 มีหน้าที่ควบคุมการจ่ายใบเสร็จรับเงินแก่พนักงานควบคุมใบเสร็จรับเงินเพื่อมอบให้พนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินโดยตรง และมีหน้าที่ตรวจสอบจำนวนใบเสร็จรับเงินที่เก็บเงินได้และไม่ได้เป็นประจำวัน

ฉะนั้นหากจำเลยที่ 4 และที่ 6 ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบของโจทก์แล้วจะสามารถควบคุมไม่ให้นายกิตติทุจริตเอาใบเสร็จรับเงินไปเก็บเงินแล้วเบียดบังเอาเงินไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัวได้ เหตุที่นายกิตติกระทำทุจริตเบียดบังเอาเงินค่าน้ำประปาของโจทก์ได้ก้เพราะจำเลยที่ 4 และที่ 6ขาดความระมัดระวังและปล่อยปละละเลยไม่ตรวจสอบเป็นประจำวันว่าใบเสร็จรับเงินที่เก็บเงินได้และไม่ได้ พร้อมทั้งจำนวนเงินที่เก็บได้ว่ามียอดครบถ้วนตรงกันหรือไม่ จำเลยที่ 4 และที่ 6 จึงกระทำละเมิดต่อโจทก์ และต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์เท่าที่โจทก์เสียหายไปคือเป็นเงิน 815,985.08 บาทส่วนประเด็นที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่นั้น เห็นว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้กำหนดตัวผู้บังคับบัญชาจะต้องรับผิดร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชาในกรณีที่มีการทุจริตทำให้เสียหายนั้นมิใช่กฎหมาย

จะถือว่าผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปกระทำละเมิดต่อโจทก์โดยเด็ดขาดเสมอไปมิได้การกระทำใด ๆ จะเป็นการละเมิดหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 บังคับไว้ที่จำเลยที่ 4 และที่ 6 ฎีกาว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยประมาทเลินเล่อปล่อยให้นายกิตติยักยอกเอาเงินของโจทก์ไป แต่ทางนำสืบของโจทก์กลับนำสืบว่านายกิตติยักยอกเอาใบเสร็จรับเงินไปแล้วไปเก็บเงินเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัวข้อนำสืบของโจทก์จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า นายกิตติมีหน้าที่จ่ายใบเสร็จรับเงินให้พนักงานเก็บเงินไปเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำประปาเมื่อพนักงานเก็บเงินเก็บเงินไม่ได้จะต้องนำใบเสร็จรับเงินนั้นมาคืนนายกิตติแล้วนายกิตติเก็บรักษาไว้เพื่อรอให้พนักงานเก็บเงินนำไปเก็บเงินใหม่หรือรอให้ผู้ใช้น้ำประปานำเงินมาชำระเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายกิตติเป็นผู้ครอบครองรักษาใบเสร็จรับเงินนั้นไว้ ครั้งเมื่อนายกิตติเอาใบเสร็จรับเงินเหล่านั้นไปเก็บเงินเสียเองแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นไปเป็นประโยชน์ต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าได้ว่านายกิตติเบียดบังเอาเงินของโจทก์ไปไม่เป็นการสืบนอกฟ้องแต่ประการใด

Matter details

Panel of judges
สุชาติ จิวะชาติ · พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · วีระ ทรัพยไพศาล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4269/2565

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.ว…

Supreme Court Judgment No. 5323/2562

แม้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ทำนองว่า การที่โจทก์ที่ 3 ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 6 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างจึงขาดสาระสำคัญและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ทำให้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1…

Supreme Court Judgment No. 14217/2558

โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เรือ พ. จากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ พ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเ…

Supreme Court Judgment No. 9489/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ…

Supreme Court Judgment No. 5206/2552

ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการบรรยายให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 เท่านั้น มิใช่ให้รับผิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยเองตาม ป.พ.พ. มาตรา ป.พ.พ. มาตรา 420 หากคำฟ้องโจทก์ต…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up