คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ผู้กู้และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันชำระเงิน 42,123 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 35,500 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 35,500บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณานั้น ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีโดยอาศัยเหตุแต่เพียงว่า จำเลยขาดนัดนั้นไม่ได้
ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าข้ออ้างของโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 ข้ออ้างของโจทก์สำหรับคดีนี้คือการกู้ยืม ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์หรือไม่ การกู้ยืมเงินตามที่โจทก์อ้างเป็นการกู้ยืมเงินเกินกว่าห้าสิบบาท โจทก์จะฟ้องร้องให้บังคับคดีจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์จะต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อจำเลยที่ 1 มาแสดงต่อศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 และถ้าหลักฐานดังกล่าวเป็นสัญญากู้ยืมก็จะต้องอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลรัษฎากรว่าจะต้องปิดอากรแสตมป์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยถือจำนวนเงินที่กู้ยืมเป็นเกณฑ์คำนวณ
คือปิดอากรแสตมป์ราคา 1 บาท ทุกจำนวนเงินกู้ 2,000 บาท ตามอัตราดังกล่าว สัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องจะต้องปิดอากรแสตมป์จำนวน 40 บาท แต่ปิดอากรแสตมป์มาเพียง 10 บาทจึงไม่บริบูรณ์ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดอันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 118 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งห้ามมิให้ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง โจทก์จึงไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมมาฟ้องร้องบังคับจำเลยที่ 1 ได้ และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วยพิพากษายืน