คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์แล้วจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง โดยจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความยกให้เป็นการชำระหนี้เงินกู้และศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ขอให้ศาลสั่งปล่อยที่ดินดังกล่าวโจทก์ให้การว่า ที่ดินไม่ใช่ของผู้ร้อง จำเลยกับผู้ร้องสมคบกันกระทำการโดยไม่สุจริต และยังมิได้จดทะเบียนการโอน โจทก์มีสิทธินำยึดได้ ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ปล่อยที่ดินพิพาทจากการยึดโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความโอนที่พิพาทให้ผู้ร้องเป็นการใช้หนี้เงินกู้และศาลพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนคดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 81/2522 ของศาลชั้นต้นแม้จะยังมิได้ทำการแก้ทะเบียนโอนสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นชื่อผู้ร้อง
ผู้ร้องก็อยู่ในฐานะที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิของตนตามคำพิพากษาได้อยู่ก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 โจทก์จะบังคับคดียึดที่ดินพิพาทเป็นการกระทบกระทั่งสิทธิของผู้ร้องไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 เทียบได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 993/2514 ระหว่างนางกรด วรรณาโจทก์ นายสละ ภู่ระย้า ผู้ร้อง นายจุ่น วรรณา จำเลยพิพากษายืน