Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2523 (ref. 34009)

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

วันเกิดเหตุ ก. ซึ่งเป็นพนักงานขายของได้ไปที่บริษัทนายจ้าง แล้วได้ปั๊มบัตรลงเวลาทำงาน นำรถยนต์บรรทุกน้ำอัดลมออกไปเพื่อทำการขาย และได้ให้พนักงานขายสำรองไปด้วย ระหว่างทาง ก. ลงจากรถไป โดยให้พนักงานขายสำรองทำการขายแทน ครั้นตอนเย็น ก. กลับไปที่บริษัทนายจ้างอีกเพื่อปั๊มบัตรเลิกงาน ดังนี้ การกระทำของ ก. เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ทำงาน เป็นการละทิ้งหน้าที่ซึ่งมีบัญญัติไว้ต่างหากแล้วในพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 123(4)มิใช่อาศัยอำนาจหน้าที่ที่เป็นพนักงานขายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันจะถือได้ว่าทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 41(4) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ เห็นได้ว่า เมื่อได้สั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้วจะไม่สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายอีกก็ได้เมื่อศาลแรงงานกลางพิพากษาให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้ว.และปรากฏว่าลูกจ้างมิได้นำสืบว่าได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง ทั้งมีส่วนผิดอยู่ด้วย ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจไม่ให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาโจทก์สำนวนแรกฟ้องว่า โจทก์ได้มีคำสั่งปลดและเลิกจ้างลูกจ้าง 5 นายคือ ก. เพราะกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ และอีก 4 นาย เพราะยุยงสนับสนุนชักชวนให้พนักงานหยุดงาน ลูกจ้างทั้ง 5 นายได้ไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ว่า โจทก์เลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรม คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่า ก. ลูกจ้างไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ และลูกจ้างอีก 4 นายก็ยังฟังไม่ได้ว่าได้กระทำผิดร้ายแรงตามข้อบังคับของโจทก์ การที่โจทก์เลิกจ้างลูกจ้างทั้ง 5นายในระหว่างข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งลูกจ้างทั้ง 5 นายมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้นมีผลบังคับใช้ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ จึงมีคำสั่งให้โจทก์รับลูกจ้างดังกล่าวกลับเข้าทำงาน

คำสั่งดังกล่าวคลาดเคลื่อนทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพราะ ก. ทุจริตต่อหน้าที่อันเป็นการขัดกับข้อบังคับของโจทก์ และเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 123(1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ และลูกจ้างอีก 4 นายกระทำผิดตามมาตรา 123(2) และ (5) ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จำเลยให้การว่า คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ซึ่งจำเลยได้วินิจฉัยขี้ขาดชอบด้วยกฎหมายแล้วสำนวนหลังโจทก์ฟ้องว่า ก. โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่พนักงานขายของจำเลย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่พนักงานติดรถ จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์และคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้มีคำสั่งให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงาน แต่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตาม

ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิม และให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์เท่ากับค่าจ้างที่โจทก์ควรจะได้รับในระหว่างที่จำเลยปลดโจทก์ออกจากงาน หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงานให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 450,000 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเงินคนละ 210,000 บาทจำเลยให้การว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ทั้งห้าปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยและฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ค่าเสียหายของโจทก์ตามฟ้องไม่ใช่ค่าเสียหายจริง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้มากเท่าจำนวนที่ฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางให้เรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ในสำนวนคดีหลังเป็นจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 แล้ววินิจฉัยว่า

โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับ การกระทำของจำเลยที่ 13ไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ส่วนจำเลยที่ 14 ถึงที่ 17 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานโดยแน่ชัดว่าได้กระทำผิด โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ คำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 ฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยมิได้นำสืบว่าได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง ทั้งเป็นผู้มีส่วนทำผิดอยู่ด้วย จึงไม่สมควรให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายให้พิพากษายกฟ้องโจทก์ให้โจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยให้รับให้จำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราค่าจ้างเดิมภายใน 10 วัน

คำขออื่นให้ยกผู้พิพากษาสมทบคนหนึ่งทำความเห็นแย้งว่า การกระทำของจำเลยที่ 13เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 123(1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ โจทก์มีสิทธิเลิกจ้างได้ ควรเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เฉพาะจำเลยที่ 13 โดยให้โจทก์ไม่ต้องรับจำเลยที่ 13 กลับเข้าทำงานดังเดิมโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางสั่งรับเฉพาะกรณีจำเลยที่ 13ส่วนอุทธรณ์ในกรณีอื่นเป็นข้อเท็จจริง ไม่รับอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาสั่งยกคำร้อง และจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาขอให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายนับแต่วันที่โจทก์เลิกจ้างจนถึงวันที่โจทก์รับจำเลยกลับเข้าทำงานศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 13 เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา 123(1) แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯหรือไม่นั้น ได้ความเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า เมื่อวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2523 จำเลยที่ 13 ซึ่งเป็นพนักงานขายของโจทก์ได้ไปที่บริษัทโจทก์แล้วได้ปั๊มบัตรลงเวลาทำงาน นำรถบรรทุกน้ำอัดลมออกไปเพื่อทำการขายและได้ให้พนักงานสำรองไปด้วย เมื่อไประหว่างทางจำเลยที่ 13 ลงจากรถไป โดยให้พนักงานขายสำรองทำการขายแทน ครั้นตอนเย็นจำเลยที่ 13 กลับไปที่บริษัทโจทก์อีกเพื่อปั๊มบัตรเลิกงานนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 13 ดังกล่าวเป็นการกระทำในทางหลีกเลี่ยงไม่ทำงาน เป็นการละทิ้งหน้าที่ซึ่งมีบัญญัติไว้ต่างหากแล้วในมาตรา 123(4) มิใช่อาศัยอำนาจหน้าที่ที่เป็นพนักงานขายแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายอันจะถือได้ว่าทุจริตต่อหน้าที่ แม้จำเลยที่ 13 ได้ปั๊มบัตรเวลาทำงานและปั๊มบัตรเลิกงานด้วย ก็เพื่อให้การละทิ้งหน้าที่ของจำเลยที่ 13 ไม่ถูกตรวจพบในภายหลัง ส่วนที่ จำเลยที่ 13 ไม่ได้ทำงานในวันนั้นแต่ยังได้รับเบี้ยขยันและเงินเปอร์เซ็นต์การขาย ทั้งถ้าโจทก์ไม่ทราบจำเลยที่ 13 ก็จะได้รับเงินโบนัสและการขึ้นเงินเดือนประจำปี ซึ่งส่วนหนึ่งจะพิจารณาจากวันลาและขาดด้วยนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องพิจารณาตามระเบียบข้อบังคับว่าจำเลยที่ 13 จะสมควรได้รับประโยชน์ดังกล่าวเพียงไรหรือไม่

มิใช่เป็นเรื่องจำเลยที่ 13 ไม่ปฏิบัติหน้าที่พนักงานขายเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์เหล่านั้นตามสำนวนคดีหลังซึ่งจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยโจทก์ให้การไว้ว่า "จำเลยขอต่อสู้ว่ารายได้ต่อเดือนและรายได้อื่น ๆ ตามฟ้องของโจทก์ทั้ง 5 คนไม่ถูกต้องและไม่เป็นจริง" ดังนี้ โจทก์จึงหาได้ให้การยอมรับไม่ และการให้นายจ้างชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้างกรณีการเลิกจ้างเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมนั้น พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯมาตรา 41(4) บัญญัติว่า "และในกรณีที่คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดว่าเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมให้มีอำนาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตามที่เห็นสมควร"

เห็นได้ว่า เมื่อได้สั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้ว จะไม่สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายอีกก็ได้คดีนี้ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์รับจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 กลับเข้าทำงานแล้ว เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 ไม่ได้นำสืบว่าได้รับความเสียหายอย่างไรบ้าง ทั้งมีส่วนผิดอยู่ด้วย ศาลแรงงานกลางจึงชอบที่จะใช้ดุลพินิจไม่ให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 13 ถึงที่ 17 อีกได้พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ขจร หะวานนท์ · สมศักดิ์ ปาลวัฒน์วิไชย
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 706930)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

Supreme Court Judgment, B.E. 2567 (ref. 710790)

กรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้างแทนการบอกกล่าวหน้าหรือเงินอย่างหนึ่งอย่างใดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ลูกจ้างมีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้มีคำสั่ง…

Supreme Court Judgment, B.E. 2549 (ref. 267198)

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในปัญหาข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ลูกจ้างโจทก์ 250 คน ถึง 300 คน รวมทั้งจำเลยร่วมทั้งหมดได้ชุมนุมกันหน้าบริษัทโจทก์โดยไม่เข้าทำงานเพราะไม่พอใจที่โจทก์จะงดจ่ายเง…

Supreme Court Judgment No. 172/2533

เหตุเลิกจ้างที่ นายจ้าง อ้างว่าลูกจ้างลากิจ ลาป่วยเป็นจำนวนมากมิใช่เหตุจำเป็นนอกเหนือจากข้อยกเว้น 5 ประการ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 123ลูกจ้างซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานขาดสมรรถภา…

Supreme Court Judgment No. 768/2533

เดิมโจทก์มีคำสั่งให้ลูกจ้างกะเช้าหยุดรับประทานอาหาร ตั้งแต่เวลา 9.00-10.30 นาฬิกา โดยไม่ได้กำหนดว่าลูกจ้างคนใดจะต้องหยุดรับประทานอาหารในเวลาใด ต่อมาโจทก์ได้กำหนดเวลารับประทานอาหารแก่ลูกจ้างเป็นกลุ่ม ก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up