คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3658 เพื่อขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินโฉนดดังกล่าวจำเลยกับผู้ร้องมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมกันคนละครึ่ง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดโจทก์ให้การว่าที่ดินเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีพอวินิจฉัยได้ พิพากษาคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จะขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288 จะต้องเป็นกรณีที่จำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดไว้ แต่ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ยึดร่วมกับผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกาเพียงขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามลำดับ
การที่ด่วนชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของโจทก์แล้วพิพากษาคดีโดยมิได้มีการสืบพยานเป็นการไม่ชอบ ผู้ร้องไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาขอให้เป็นฝ่ายชนะคดีหรือขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาล200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1ข้อ 2 ข. ไม่ใช่ต้องเสียอย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามข้อ 1 ก. ส่วนค่าขึ้นศาลในชั้นยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ต่อศาลชั้นต้นนั้นผู้ร้องขอให้ปล่อยที่ดินที่ยึดอันเป็นทรัพย์พิพาททั้งแปลง จึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์จากราคาที่ดินทั้งแปลง หาใช่คิดเพียงบางส่วนพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลเฉพาะชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า200 บาทแก่ผู้ร้อง