Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 337/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยอ้างว่ามีที่อยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประชาชน แต่ขณะที่เจ้าหน้าที่ศาลไปส่งหมายเรียกสำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์ หมายนัดฟังคำพิพากษา และอื่น ๆให้แก่จำเลยที่บ้านในจังหวัดเพชรบูรณ์ ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่าคนข้างบ้าน บุตรสาว และคนในบ้านของจำเลยแจ้งว่าจำเลยไปธุระต่างจังหวัดบ้าง ไปธุระนอกบ้านบ้างทุกครั้งแสดงว่าจำเลยอยู่ที่บ้านที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์นั้นถูกรื้อไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยเองว่า จำเลยอาศัยอยู่ที่บ้านของพี่สาวเมื่อเดินทางไปที่จังหวัดนครสวรรค์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมีถิ่นที่อยู่สองแห่ง คือที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถือว่าทั้งสองแห่งนั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ฉะนั้น ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน1,144,068.15 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 886,440 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองมีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 350หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์) ไม่ได้ เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกไปยังบ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเคยรับเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยจากโจทก์โดยโจทก์ให้จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ไว้หลังจากจำเลยทั้งสองเก็บเกี่ยวผลผลิตโจทก์ก็มารับซื้อและหักหนี้กันไม่มีหนี้ค้างชำระต่อกันอีก

หนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับสภาพหนี้ต่อโจทก์เพราะลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ต้องเขียน "ประสิทธิ์" ไม่ใช่ "สิทธิ์" ดังในหนังสือรับสภาพหนี้และจำเลยที่ 2 ไม่เคยพิมพ์ลายนิ้วมือในหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ 1ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน956,069 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน886,440 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่าคนอนาถาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน956,069 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน886,440 บาท นับแต่วันที่ 3 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระแทนจนครบนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ประการแรกว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้น(ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์) ชอบหรือไม่ จำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยานเบิกความในชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นคำให้การว่า จำเลยทั้งสองอยู่ที่บ้านเลขที่ 350 หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ตามสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเอกสารหมาย ล.1ถึง ล.3 นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังเบิกความด้วยว่าต่อมาบ้านหลังดังกล่าวถูกรื้อไปประมาณ 3 ปี แล้ว จำเลยทั้งสองจึงไปอยู่กับพี่สาวที่บ้านเลขที่ 353หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กันจำเลยที่ 2 เบิกความว่า เมื่อรื้อบ้านแล้วได้ไป ๆ มา

ๆ ระหว่างบ้านเลขที่ 94หมู่ 7 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ กับบ้านพี่สาวที่จังหวัดนครสวรรค์และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองเบิกความว่าบ้านเลขที่ 350 หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ถูกรื้อไป 20 ปี แล้วและยังไม่ได้สร้างใหม่ เห็นว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ศาลไปส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง หมายนัดสืบพยานโจทก์ หมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หมายนัดไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยทั้งสองที่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ว่า คนข้างบ้าน บุตรสาวและคนในบ้านของจำเลยทั้งสองบอกว่าจำเลยทั้งสองไปธุระต่างจังหวัดบ้าง

ไปธุระนอกบ้านบ้างทุกครั้งแสดงว่าจำเลยทั้งสองอยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 7 ตำบลซับน้อย อำเภอวิเชียรบุรีจังหวัดเพชรบูรณ์ ประกอบกับบ้านเลขที่ 350 หมู่ 3 ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโกจังหวัดนครสวรรค์ ถูกรื้อไปแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ไม่มีบ้านหลังนี้เป็นสถานที่อยู่เป็นแหล่งสำคัญของจำเลยทั้งสองอีกต่อไปแล้ว และข้อเท็จจริงปรากฏจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ทั้งในชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นคำให้การและในชั้นพิจารณาว่าจำเลยที่ 1 อาศัยอยู่ที่บ้านพี่สาวเมื่อเดินทางมาที่ตำบลทำนบอำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองมีถิ่นที่อยู่สองแห่งคือที่จังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งถือว่าทั้งสองแห่งนั้นเป็นภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 38 ฉะนั้นที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลชั้นต้น(ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์) จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 4(1) แล้ว

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่าหนังสือรับสภาพหนี้และหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายดาบตำรวจสุทธี หอมชาติเบิกความว่า หลังจากตกลงยอดหนี้กันแล้วนายดาบตำรวจสุทธีจึงได้กรอกข้อความลงในแบบพิมพ์หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 นายดาบตำรวจสุทธีเบิกความด้วยว่าเมื่อกรอกข้อความในเอกสารหมาย จ.4 เสร็จได้อ่านให้จำเลยที่ 1 ฟัง และจำเลยที่ 1 ได้นำไปอ่านเองด้วยเสร็จแล้วจำเลยที่ 1จึงลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ และจำเลยที่ 2 ได้พิมพ์ลายนิ้วมือเป็นผู้ค้ำประกันด้านหลังเอกสารหมาย จ.4 เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก

โจทก์เคยช่วยเหลือจำเลยที่ 1 เรื่องเงินมาหลายครั้งไม่เชื่อว่าโจทก์จะทำเอกสารหมาย จ.4 ขึ้นไม่ตรงตามความจริงนายดาบตำรวจสุทธีเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งถูกผู้บังคับบัญชาส่งไปคุ้มครองโจทก์ ไม่มีส่วนได้เสียในคดีและเป็นผู้รู้เห็นในการที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารหมาย จ.4 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เชื่อว่าพยานปากนี้เบิกความไปตามความจริง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สัญญากู้เอกสารหมาย จ.5 โจทก์อ้างว่าเป็นสัญญากู้ที่จำเลยที่ 1กู้เงินจากโจทก์ ซึ่งในช่องผู้กู้ลงลายมือชื่อว่า "สิทธิ์ พรมมา" จำเลยที่ 1ไม่ได้นำพยานเข้านำสืบหักล้างว่าในช่องผู้กู้ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1จึงฟังได้ว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในเอกสารหมาย

จ.5 เป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้รับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งลงไว้ว่า "สิทธิ์ พรมมา" และเขียนไว้ในวงเล็บใต้ลายมือชื่อว่า "(สิทธิ์ พรมมา)" แล้วเห็นว่าในส่วนของลายมือชื่อมีลักษณะและลีลาการเขียนคล้ายกัน และการสะกดตัวอักษรก็ปรากฏว่าลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.5 สะกดตรงกับชื่อในวงเล็บของเอกสารหมาย จ.4จึงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ส่วนลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 2 ด้านหลังเอกสารหมาย จ.4 จำเลยทั้งสองก็นำสืบลอย ๆ ว่าไม่ใช่ลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1รู้จักกันมาแต่เด็ก โจทก์จะรู้จักจำเลยที่ 1 ในนามว่าประสิทธิ์หรือสิทธิ์หรือสิทธ์และการที่จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในเอกสารหมาย

จ.4 ว่าสิทธ์ก็ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญให้ฟังได้ถึงขนาดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1และการที่โจทก์ไม่ส่งเอกสารหมาย จ.4 ไปตรวจพิสูจน์ก็เป็นสิทธิของโจทก์ไม่เป็นข้อพิรุธแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.4 เป็นเอกสารที่แท้จริง ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ธาดา กษิตินนท์ · ชวลิต ศรีสง่า · หัสดี ไกรทองสุก
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2680/2551

จำเลยทำสัญญาประกันผู้ต้องหากับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสารโดยมีร้อยตำรวจเอก อ. เป็นผู้รับสัญญาเป็นตัวแทนคู่สัญญากับจำเลย ร้อยตำรวจเอก อ. จึงมิได้กระทำในฐานะส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่ส่งผู้ต้องหาแก…

Supreme Court Judgment No. 2734/2549

ผู้ร้องเบิกความเป็นพยานในสำนวนร้องขัดทรัพย์สำนวนแรกว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า สำนวนที่สองว่า มีภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 5 ตำบลไสหร้า และจากแบบรับรองรายการทะเบียนร…

Supreme Court Judgment No. 1458/2544

ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องในวันที่ 29 มิถุนายน 2535ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสองซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2499ที่ใช้บ…

Supreme Court Judgment No. 3758/2541

จำเลยทั้งสองไม่เคยได้รับหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ตลอดจนหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เนื่องจากบ้านเลขที่ตามฟ้องจำเลยทั้งสองใช้เป็นสถานที่สำหรับเก็บยางรถยนต์เก่าเท่านั้น ไม่มีผู้ใดพักอาศัยอยู่เลย แม้จำเลย…

Supreme Court Judgment No. 8218/2540

ตามสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 144 ถนนราชเชียงแสน ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าบ้านตั้งแต่ปี 2509 ตลอดมา ซึ่งตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา29 ให้สันนิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up