Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3301/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ประมวลรัษฎากร มาตรา 21 บัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร เมื่อปรากฏว่าผู้ต้องเสียภาษีอากรคือจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งการประเมินไปยังจำเลยที่ 1 แล้ว แม้มิได้แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ทราบ ก็เป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อหนี้ที่ให้รับผิดเป็นหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 ออกจากหุ้นส่วนไปยังไม่เกินสองปีโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1068 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน กับมีรายจ่ายต้องห้ามจึงมีอำนาจปรับปรุงรายการใหม่ให้ถูกต้อง และแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีและเบี้ยปรับได้ จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1ด้วย ดังนั้น แม้โจทก์มิได้ระบุว่ารายจ่ายทั้ง 5 รายการนั้นต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี อนุมาตราใดก็เป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 แล้ว เพราะกฎหมายมิได้บังคับว่าคำฟ้องของโจทก์ต้องระบุตัวบทกฎหมายตลอดจนมาตราและอนุมาตราไว้ด้วย แม้ประมวลรัษฎากร มาตรา 21 จะบัญญัติห้ามอุทธรณ์การประเมินในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ตาม แต่ในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ต้องเสียภาษี จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้ถูกประเมินด้วยจึงต่อสู้ว่าการประเมินไม่ชอบได้ การคำนวณเงินเพิ่มนั้น ประมวลรัษฎากร มาตรา 27 วรรคสามบัญญัติห้ามมิให้คำนวณเกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 75 ป.พ.พ. Section 1068 ป.วิ.พ. Section 172 ป.รัษฎากร Section 19 ป.รัษฎากร Section 21 ป.รัษฎากร Section 27 ป.รัษฎากร Section 65 ป.วิ.พ. Section 249

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19 เจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน กับมีรายจ่ายต้องห้าม จึงมีอำนาจปรับปรุงรายการใหม่ให้ถูกต้อง และแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีและเบี้ยปรับ จำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งออกจากหุ้นส่วนแล้วแต่ยังไม่เกินสองปีต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีที่ค้างชำระ จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีที่ค้างชำระ ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ร่วมกันชำระเงินภาษีจำนวน 37,861.57 บาท แก่โจทก์

พร้อมทั้งเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเงินภาษี 16,043.04บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชียื่นและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยถูกต้อง โจทก์ไม่มีสิทธิจะปรับปรุงยอดรายรับและค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เคยมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 2โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าภาษีจำนวน 37,861.57 บาท แก่โจทก์ พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากเงินภาษี 16,043.04 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนให้ร่วมรับผิดอันเกี่ยวกับหนี้ค่าภาษีที่จำเลยที่ 1เป็นหนี้โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2ออกจากหุ้นส่วนไปยังไม่เกินสองปี ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1068 บัญญัติความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ออกจากหุ้นส่วนไปไว้ จำเลยที่ 2 มิได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดได้แต่ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โต้เถียงว่าการประเมินไม่ชอบเพราะไม่แจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 2 ทราบ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาจึงมีว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินทำการประเมินภาษีอากรของจำเลยที่ 1 แล้วต้องแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 2 ทราบด้วยหรือไม่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 21 บัญญัติว่าถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานตามมาตรา 19 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน ดังนี้ เห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากรคือ จำเลยที่ 1 เท่านั้น หาได้บัญญัติให้ต้องแจ้งไปยังจำเลยที่ 2 ด้วยไม่

เจ้าพนักงานประเมินจึงไม่ต้องส่งแบบแจ้งการประเมินไปให้จำเลยที่ 2 ทราบ เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 21 แล้วการประเมินจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ดังได้วินิจฉัยแล้วจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในข้อต่อมาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะคำฟ้องระบุแต่ยอดเงินจำนวน 97,750.96 บาท ว่าเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี แต่มิได้ระบุให้ชัดแจ้งว่าต้องห้ามตามอนุมาตราใด ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่เข้าใจข้อหาและต่อสู้คดีได้ถูกนั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกที่ออกตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19เจ้าพนักงานประเมินจึงได้อาศัยข้อมูลของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทยจำกัด ที่จำเลยที่ 1 ซื้อน้ำมันชนิดต่าง

ๆ จากบริษัทดังกล่าวมาจำหน่ายประกอบกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าตลอดจนงบกำไรขาดทุนของจำเลยที่ 1 ที่ยื่นไว้มาทำการตรวจสอบคิดคำนวณได้ว่าจำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเงินได้จากการจำหน่ายน้ำมันขาดไป 233,505.81 บาท รายรับค่ารับจ้างล้างอัดฉีดรถยนต์ขาดไป 3,000 บาท กับมีรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา65 ตรี 5 รายการ เป็นเงิน 97,750.96 บาท เพราะเป็นรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานการจ่าย เมื่อนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับปี พ.ศ. 2528 ของจำเลยที่ 1เสียใหม่ จำเลยที่ 1 มีกำไรสุทธิ 40,107.60 บาท ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 16,043.04 บาท เบี้ยปรับหนึ่งเท่าของเงินภาษีที่ต้องชำระ16,043.04 บาท

จำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งการประเมินและแจ้งเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิแล้วไม่ชำระเงินภายใน 30 วัน จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของเงินภาษีที่ค้างชำระจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนไปยังไม่เกินสองปี กับมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันชำระเงินดังกล่าว เป็นคำฟ้องที่เข้าใจได้ชัดแจ้งว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีโจทก์ก็เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 19และเจ้าพนักงานประเมินได้หลักฐานข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วนกับมีรายจ่ายต้องห้าม

เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจปรับปรุงรายการเสียใหม่ให้ถูกต้อง และแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 1 เสียภาษีและเบี้ยปรับได้จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว โจทก์ไม่จำต้องระบุว่า รายจ่ายทั้ง 5 รายการนั้นต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี อนุมาตราใด เพราะไม่มีกฎหมายบังคับว่าคำฟ้องของโจทก์จะต้องระบุบทกฎหมายตลอดจนมาตราและอนุมาตราไว้ด้วย นอกจากนี้โจทก์ก็ได้ระบุข้อเท็จจริงไว้แล้วว่า รายจ่ายทั้ง 5 รายการนั้นเป็นรายจ่ายต้องห้ามเพราะไม่มีหลักฐานการจ่าย พอที่จำเลยที่ 2จะเข้าใจได้แล้วว่า เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี(18)

คือเป็นรายจ่ายที่ผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในข้อสุดท้ายว่า การที่จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์การประเมินจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ต้องห้ามโต้แย้งการประเมินแต่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ออกจากหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1ไปแล้ว และไม่ได้รับแจ้งการประเมินแต่อย่างใด การประเมินของโจทก์จึงไม่ผูกพันจำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ให้การต่อสู้ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไม่ชอบเพราะนำข้อมูลอันเป็นเท็จมาปรับปรุงยอดเงินได้ของจำเลยที่ 1 แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้วินิจฉัยตามประเด็นที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ กลับวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1มิได้อุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 จึงไม่มีสิทธิโต้แย้งว่าการประเมินดังกล่าวไม่ชอบ

ดังนี้จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิโต้แย้งว่าการประเมินไม่ชอบได้หรือไม่ประมวลรัษฎากร มาตรา 21 บัญญัติว่า ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา 19หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน ดังนี้ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ต้องเสียภาษีเท่านั้นที่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมินและผูกพันจำเลยที่ 1ให้มีหน้าที่ต้องชำระค่าภาษีตามการประเมิน จะนำหนี้ของจำเลยที่ 1ดังกล่าวมาใช้ยันแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มิได้ถูกประเมินหาได้ไม่

การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ต่อสู้ได้ว่า การประเมินไม่ชอบเพราะเจ้าพนักงานประเมินนำข้อมูลอันเป็นเท็จมาใช้ในการประเมิน ซึ่งศาลจำต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ต่อไปอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ศาลภาษีอากรกลางยังมิได้วินิจฉัยตามประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นควรวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยอีก เพราะคู่ความได้สืบพยานมาครบถ้วนแล้วปัญหาที่ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบหรือไม่นั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า

การประเมินของเจ้าพนักประเมินชอบด้วยข้อเท็จจริงและมีอำนาจที่จะประเมินได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 21 การประเมินจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ร่วมรับผิดในหนี้ค่าภาษีของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2ออกจากหุ้นส่วนไปยังไม่เกินสองปี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลแต่ไม่เห็นด้วยที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันชำระเงินเพิ่มแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 27 วรรคสาม บัญญัติว่า...เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางจึงเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ที่ 3 ด้วยพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าภาษี37,861.57 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษี 16,043.04 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกิน 10,267.55 บาทนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

Matter details

Panel of judges
สุนพ กีรติยุติ · ก้าน อันนานนท์ · นิเวศน์ คำผอง
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3119/2528

โจทก์เป็นผู้จัดสรรที่ดินขาย โจทก์ให้ผู้ซื้อที่ดินเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายจัดทำถนนเองโดยโจทก์รับเป็นตัวแทนหาผู้รับเหมามาจัดทำถนนในที่ดินของโจทก์และเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ แม้ถนนดังกล่าวต้องตกอยู่ในภารจำยอมเ…

Supreme Court Judgment No. 1272/2520

สถานที่เกิดเหตุเป็นคอกสุกรและห้องพักคนงานซึ่งมีรั้วสังกะสีล้อมรอบทุกด้าน. คอกสุกรสร้างขึ้นเป็นวัตถุประสงค์อันสำคัญของผู้เสียหายสำหรับเก็บรักษาสุกรโดยเฉพาะ. ส่วนห้องพักคนงานและห้องแถวเป็นวัตถุประสงค์อั…

Supreme Court Judgment No. 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

Supreme Court Judgment No. 1056/2549

การที่โจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อ. โดยโจทก์เสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้แล้วบริษัท อ. นำเงินทุนทั้งหมดไปให้บริษัท ท. กู้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเจตนาทำให้ต้นทุนของบ…

Supreme Court Judgment No. 8292/2540

บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(1)(ข)หรือผู้แทนย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อ ม. รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทำหน้าที่เป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์รายนี้แทนผู้ว่าราชการจังหว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up