Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3290/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ฎีกาของจำเลยที่ยกเหตุผลต่าง ๆ โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์มานั้น ถึงแม้เป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดี แต่เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัยได้ จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า เอกสารบันทึกข้อตกลงตามคำฟ้องมีข้อความว่าเป็นการกู้ยืมเงินและอยู่ในรูปสัญญา เมื่อมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรฯ นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ข้อความในบันทึกข้อตกลงที่ว่าผู้ให้สัญญายอมรับว่าได้เป็นหนี้ต่อผู้รับสัญญาจริงโดยระบุเท้าความให้เห็นว่าหนี้ตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงิน จึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้มิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะเป็นลักษณะแห่งตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 249 ป.รัษฎากร Section 118

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 448,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 345,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การว่า บันทึกข้อตกลงรับสภาพหนี้มีมูลหนี้เดิมมาจากโจทก์มอบเงินให้จำเลยไปซื้อดินลูกรัง และจำเลยส่งมอบดินลูกรังแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 448,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงิน 345,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า หนี้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 มีมูลหนี้มาจากโจทก์มอบเงินให้จำเลยไปซื้อดินลูกรัง และโจทก์ได้นำรถยนต์ไปบรรทุกมาแล้วหลายครั้ง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200,000 บาท เมื่อหักกันแล้ว ยังเหลือที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์อีกประมาณ 150,000 บาทนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้ซึ่งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยละเอียดชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะในข้อวินิจฉัยที่ว่า โจทก์มีเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายชำระหนี้ตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 ล่วงหน้า ซึ่งไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้มานำสืบประกอบคำเบิกความของโจทก์ให้มีเหตุผลรับสมกับเรื่องราว ส่วนข้อนำสืบของจำเลยที่ว่า โจทก์รับดินลูกรังที่ซื้อจากจำเลยไปแล้วบางส่วน จำเลยไม่มีหลักฐานการรับดินลูกรังใด ๆ มาแสดง ทั้งจำเลยเบิกความแตกต่างกันในเรื่องเกี่ยวกับเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายแก่โจทก์ จึงรับฟังเอาแน่นอนไม่ได้ สำหรับคำของนาวาตรีอนุภาพหรืออัครเดช สุขเจริญ พยานจำเลย ที่อ้างว่ารู้เห็นเกี่ยวกับบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย

จ.2 ว่า จำเลยได้รับเงินจากโจทก์เพียง 300,000 บาท ส่วนที่เหลือ 45,000 บาท เป็นดอกเบี้ยล่วงหน้า ก็แตกต่างขัดแย้งกับจำเลยที่เบิกความยืนยันว่าจำเลยได้รับเงินตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวจากโจทก์สองครั้งรวม 345,000 บาท ครบถ้วน พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยยืมเงินจากโจทก์และทำบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 อันเป็นหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ และยังมิได้ชำระตามข้อตกลงนั้น ฎีกาของจำเลยที่ยกเหตุผลต่าง ๆ โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์มาอีกนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย

เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในข้อที่เป็นสาระแก่คดีแต่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ฎีกาข้อหลังของจำเลยที่ว่า บันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่าเป็นการกู้เงินมิใช่หนังสือรับสภาพหนี้และอยู่ในรูปสัญญา เมื่อมิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ตามประมวลรัษฎากรนั้น ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยมีสิทธิยกขึ้นฎีกาในชั้นนี้ได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 ที่ว่า ตามที่ผู้ให้สัญญาได้กู้ยืมเงินไปจากผู้รับสัญญาเป็นจำนวนเงิน 345,000บาท โดยได้รับเงินที่กู้ไปครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2540 ผู้ให้สัญญายอมรับว่าได้เป็นหนี้ต่อผู้รับสัญญาอยู่เป็นเงิน 345,000 บาทจริง ข้อความที่ระบุถึงการกู้ยืมเงินดังกล่าว เป็นเพียงการเท้าความให้เห็นว่า หนี้ตามบันทึกข้อตกลงที่ทำขึ้นนั้นมีมูลหนี้มาจากจำเลยได้กู้ยืมเงินและรับเงินตามจำนวนที่กู้ไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งเป็นการรับสภาพหนี้ว่ามีหนี้เดิมกันอยู่จริง บันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นหนังสือรับสภาพหนี้มิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะเป็นลักษณะแห่งตราสารซึ่งต้องปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · สำรวจ อุดมทวี
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2723/2559

ตามหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน โจทก์ที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการและสามารถกระทำการแทนโจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องมีตราประทับสำคัญของโจทก์ที…

Supreme Court Judgment No. 5836/2558

ฎีกาของจำเลยที่ว่า หนังสือมอบอำนาจ โจทก์มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์เป็นการไม่ชอบ หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118

Supreme Court Judgment No. 1506/2554

ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิด ดังนั้น แม้สำเนาสัญญากู้…

Supreme Court Judgment No. 1344/2551

ปัญหาว่าหนังสือมอบอำนาจซึ่งเป็นใบมอบอำนาจตามประมวลรัษฎากรปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ในศาลชั…

Supreme Court Judgment No. 1424/2548

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า สัญญาจำนองเป็นเพียงหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง เท่านั้น มิใช่เป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย อันจะถือเป็นตราสารที่ต้องเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up