Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3283/2562

พ.ศ. 2562 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 ของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 51 การที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องขอให้ได้รับชำระหนี้จำนองจากที่ดินนั้นภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ศาลจึงต้องไต่สวนให้ได้ความตามมาตรา 50 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีหน้าที่ต้องพิสูจน์เสียก่อนว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลจึงจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 53 ได้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์จึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาได้ ตามคำร้องผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่ได้ทรัพย์สินไปเป็นของตนแต่อย่างใด โดยเพียงแต่ขอให้ได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินนั้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสิทธิที่ตนมีอยู่เดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 225 ป.วิ.พ. Section 249 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 Section 50 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 Section 53

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 6 คือที่ดินตามโฉนดเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 (เดิมเป็นที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310) ตกเป็นของแผ่นดินตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษายืน ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องว่า ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 จากผู้คัดค้านที่ 6 แต่ผู้คัดค้านที่ 6 ไม่ชำระหนี้ ผู้ขอคุ้มครองสิทธิจึงฟ้องบังคับจำนอง

ศาลจังหวัดสิงห์บุรีพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 6 ชำระหนี้ตามฟ้อง ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินดังกล่าว ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยไม่ทราบว่าผู้คัดค้านที่ 6 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาอย่างไร ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพิ่งทราบในภายหลังว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดินทำให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่มีโอกาสยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จำนองต่อศาลชั้นต้นได้ ขอให้มีคำสั่งนำที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองแล้วนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายการนี้ชำระให้แก่นายสมภาส ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 25 กันยายน 2558 จนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จ คำขออื่นให้ยก ผู้ขอคุ้มครองสิทธิอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวชำระหนี้แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพิ่มเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2549 จากต้นเงิน 260,000 บาท นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2550 และจากต้นเงิน 440,000 บาท นับแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2551 เป็นต้นไปจนถึงวันขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 คณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดหรืออายัด ที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310 ของผู้คัดค้านที่ 6 ไว้ชั่วคราว วันที่ 29 พฤษภาคม 2549 ผู้คัดค้านที่ 6 จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 เลขที่ดิน 208 ไว้แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพื่อประกันหนี้เงินกู้ จำนวน 300,000 บาท วันที่ 10 มิถุนายน 2549 ผู้คัดค้านที่ 6 ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งยึดและ/หรืออายัดทรัพย์สินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเพื่อให้ใช้สิทธิตามมาตรา 48 วรรคสี่ ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ผู้คัดค้านที่ 6 จดทะเบียนขึ้นเงินจำนองแก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมอีกรวม 3 ครั้ง

คือเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 จำนวน 300,000 บาท วันที่ 6 มิถุนายน 2550 จำนวน 260,000 บาท และวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 จำนวน 440,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท วันที่ 22 สิงหาคม 2549 ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดที่ดินดังกล่าวไว้ชั่วคราว ต่อมาศาลแพ่งและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ศาลฎีกาพิพากษายืน ก่อนผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินไม่เคยทราบมาก่อนว่าที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 310 เป็นที่ดินตามโฉนดที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิขอบังคับจำนองและไม่เคยแจ้งคำสั่งหรืออายัดที่ดินแปลงดังกล่าวให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเป็นผู้ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

พ.ศ.2542 หรือไม่ เห็นว่า ขณะผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องฉบับนี้ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 ของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ตามมาตรา 51 การที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิยื่นคำร้องภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว ศาลจึงต้องไต่สวนให้ได้ความตามมาตรา 50 วรรคสอง โดยมาตรา 50 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีหน้าที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นเสียก่อนว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ศาลจึงจะมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของผู้รับประโยชน์ตามมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนั้นผู้ขอคุ้มครองสิทธิจึงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าวโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน

การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องมีภาระการพิสูจน์จึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ผู้ร้องก็ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาได้ เมื่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นนี้แล้ว ผู้ขอคุ้มครองสิทธิย่อมมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมานำสืบให้รับฟังได้ว่าตนจดทะเบียนรับจำนองและขึ้นเงินจำนองที่ดินพิพาทโดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แต่ตามทางนำสืบของผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ผู้ขอคุ้มครองสิทธิมีเพียงตัวผู้ขอคุ้มครองสิทธิเบิกความเป็นพยานประกอบเอกสาร โดยผู้ขอคุ้มครองสิทธิอ้างว่าในการกู้ยืมเงินแต่ละครั้งตนเองถอนเงินฝากจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บางส่วนเป็นเงินสด และนำไปมอบให้ผู้คัดค้านที่ 6 ที่สำนักงานที่ดิน แต่พิจารณารายการเดินบัญชีเงินฝากของผู้ขอคุ้มครองสิทธิ

บัญชีเลขที่ 117 - 1 - 05xxx - x และบัญชีเลขที่ 116 - 1 - 26xxx - x พบว่าผู้ขอคุ้มครองสิทธิจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2549 แต่มีรายการถอนเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากบัญชีเลขที่ 116 - 1 - 26xxx - x ตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2549 ซึ่งเป็นเวลาก่อนมีการจดทะเบียนจำนองเป็นเวลานาน ทั้งจำนวนเงินที่เบิกถอนเกินกว่าจำนวนเงินที่รับจำนองที่ดินมาก ส่วนการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2549 จำนวน 300,000 บาท มีการถอนเงินในวันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จากบัญชีเลขที่ 117 - 1 - 05xxx - x รวม 2 รายการ จำนวน 30,000 บาท และ 20,000 บาท และจากบัญชีเลขที่ 116 - 1 - 26xxx - x ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2549 จำนวน 30,000 บาท และวันที่ 31 กรกฎาคม 2549 จำนวน 35,000 บาท

รวมเป็นเงิน 115,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนเงินที่จดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 1 เช่นเดียวกันกับการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2550 จำนวน 260,000 บาท ซึ่งมีการถอนเงินตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2550 และวันที่ 22 พฤษภาคม 2550 ครั้งละ 100,000 บาท รวม 200,000 บาท ส่วนการถอนเงินในวันที่ 7 มิถุนายน 2550 จำนวน 28,000 บาท เป็นการถอนเงินหลังจากจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 2 แล้ว สำหรับการจดทะเบียนขึ้นเงินจำนองครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2551 ไม่พบว่ามีรายการถอนเงินแต่อย่างใด เมื่อผู้ขอคุ้มครองสิทธิเบิกความว่ามีอาชีพเป็นข้าราชการครูและค้าขายเบ็ดเตล็ดทั่วไป โดยไม่ได้นำสืบให้เห็นถึงที่มาของรายได้หรือสาเหตุที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิต้องมีเงินสดเก็บไว้กับตัวเป็นจำนวนมาก

ทั้งผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่นำเจ้าพนักงานที่ดินมาเบิกความยืนยันหรือมีพยานหลักฐานอื่นมาแสดงว่ามีการส่งมอบเงินกันจริง พยานหลักฐานที่ผู้ขอคุ้มครองสิทธินำสืบมาจึงเป็นการกล่าวอ้างเพียงลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า ผู้ขอคุ้มครองสิทธิรับจำนองที่ดินดังกล่าวไว้โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลผู้ขอคุ้มครองสิทธิและในชั้นอุทธรณ์ผู้ขอคุ้มครองสิทธิเสียค่าขึ้นศาลมาอย่างคดีมีทุนทรัพย์ แต่ตามคำร้องผู้ขอคุ้มครองสิทธิไม่ได้ทรัพย์สินไปเป็นของตนแต่อย่างใด โดยเพียงแต่ขอให้ได้รับชำระหนี้จำนองจากทรัพย์สินนั้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสิทธิที่ตนมีอยู่เดิมเท่านั้น จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงเห็นควรเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจากผู้ขอคุ้มครองสิทธิโดยให้หักจากค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินมา นอกจากนี้คดีนี้เป็นคดีแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งโดยไม่ได้สั่งค่าฤชาธรรมเนียมนั้นไม่ชอบ เพราะเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีคำขอของคู่ความฝ่ายใดและแม้จะให้เป็นพับกันไปก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167 วรรคหนึ่ง จึงเห็นสมควรมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ถูกต้อง

Result

พิพากษากลับเป็นให้ยกคำร้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 5,600 บาท ให้แก่ผู้ขอคุ้มครองสิทธิ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
จิรนิติ หะวานนท์ · ชัยรัตน์ ศิลาลาย · อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
Lower court
ศาลแพ่ง - นายสุชาติ ธนะสินวิริยะกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายธีรพล จันทวงศ์
Supreme Court black case no.
ปค.8/2561
Trial court black case no.
ฟ89/2548
Trial court red case no.
ฟ1/2553
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4673/2562

ผู้คัดค้านที่ 3 เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งได้ดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเพื่อบังคับตามคำพิพากษาแล้ว จึงเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ตกเป็นของ…

Supreme Court Judgment No. 6522/2561

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่ข้อกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ร. เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันเป็นการกำหนด การเผื่อตายของโจทก์ท…

Supreme Court Judgment No. 907/2561

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึ…

Supreme Court Judgment No. 7293/2560

ผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สิน ส่วนผู้ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินคงมีสิทธิขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในกรณีที่ศาลสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็น…

Supreme Court Judgment No. 5637/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ร. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้รวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ และ ร. มอบอำนาจช่วงให้ ก. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งตามหนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัท น. โดย ร. ผู้…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up