Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3269/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยกับพวกใช้ยากดประสาทอย่างแรงใส่ลงในกาแฟให้ผู้เสียหายดื่ม เมื่อผู้เสียหายดื่มแล้วสิ้นสติไปแทบจะทันทีแล้วจำเลยกับพวกได้ลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป ผู้เสียหายฟื้นคืนสติที่โรงพยาบาลหลังจากเวลาล่วงไปประมาณ 12 ชั่วโมงดังนี้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้รับอันตรายแก่กายอย่างหนึ่งอย่างใดก็ถือได้ว่าเป็นอันตรายแก่จิตใจของผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยกับพวกใช้ยากดประสาทอย่างแรงใส่ลงในกาแฟให้ผู้เสียหายดื่ม เมื่อผู้เสียหายดื่มแล้วสิ้นสติไปแทบจะทันทีแล้วจำเลยกับพวกได้ลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไป ผู้เสียหายฟื้นคืนสติที่โรงพยาบาลหลังจากเวลาล่วงไปประมาณ 12 ชั่วโมงดังนี้ แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้รับอันตรายแก่กายอย่างหนึ่งอย่างใดก็ถือได้ว่าเป็นอันตรายแก่จิตใจของผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสามโจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกับพวกชิงทรัพย์ผู้เสียหาย โดยใช้ยาสลบใส่ลงในกาแฟให้ผู้เสียหายดื่ม จนมึนเมาสลบไม่ได้สติจำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม จำคุก 12 ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุที่โจทก์ฟ้อง ได้มีคนร้ายใช้ยาสลบใส่ลงในกาแฟให้นายชาญ เรืองวุฒิชนะพืช นาวาอากาศโทสุรีย์ คุณฑีทองนายนิรันดร์ ไทยเนียม และนาวาอากาศตรีประจวบ พึ่งพัฒน์ผู้เสียหายทั้งสี่ดื่ม จนผู้เสียหายทั้งสี่มึนเมาสลบไม่ได้สติและคนร้ายได้ลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องไปเจ้าหน้าที่ตำรวจจับจำเลยได้ในคืนเกิดเหตุแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายผู้เสียหายทั้งสี่แล้วลงความเห็นว่าได้รับยากดประสาทอย่างแรงส่วนเศษกาแฟของกลางผู้ชำนาญการพิเศษตรวจพิสูจน์พบสารชนิดพีโนบาร์บิตาล ซึ่งเป็นสารชนิดวัตถุออกฤทธิ์ต่อประสาทเจือปนอยู่ทำให้ผู้ดื่มสารดังกล่าวหมดสติ

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยได้กระทำผิดดังฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีนายนิรันดร์ นาวาอากาศโทสุรีย์และนาวาอากาศตรีประจวบผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ขณะผู้เสียหายทั้งสี่ นางสาวต๋อยและจำเลยเล่นไพ่ในห้องเลขที่ 609 ของโรงแรมวังใต้ นางสาวต๋อยได้พูดโทรศัพท์สั่งกาแฟจากห้องอาหาร เมื่อพนักงานโรงแรมนำกาแฟมาให้แล้วนางสาวต๋อยเป็นผู้ชงกาแฟและร่วมกับจำเลยแจกกาแฟให้ทุกคนที่อยู่ในห้องดื่ม ผู้เสียหายทั้งสี่ได้ดื่มกาแฟ ส่วนจำเลยกับนางสาวต๋อยไม่ได้ดื่มกาแฟด้วย เมื่อดื่มแล้วผู้เสียหายทั้งสี่ก็หมดสติ เมื่อฟื้นขึ้นมาปรากฏว่าทรัพย์สินสูญหายไป และโจทก์มีนายอรุณ ต่อศิริ พนักงานขับรถของกรมป่าไม้มาเบิกความเป็นพยานประกอบใกล้ชิดขณะเกิดเหตุว่า

คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา ขณะพยานจะเข้าห้องพักเลขที่ 611 ได้พบจำเลยและนางสาวต๋อยเปิดประตูห้องเลขที่ 609 ออกมา พยานจึงชวนจำเลยกับนางสาวต๋อยไปที่ห้องพยาน แต่จำเลยบอกว่าจะรีบกลับ หลังจากนั้นจำเลยกับนางสาวต๋อยก็ลงลิฟต์ไปชั้นล่างเมื่อพยานเข้าไปในห้องเลขที่ 609 พบผู้เสียหายทั้งสี่นอนสิ้นสติอยู่เชื่อว่าถูกวางยา จึงวิ่งลงมาทางบันไดเพื่อตามหาจำเลยกับนางสาวต๋อย พบจำเลยยืนอยู่หน้าร้านอาหารในโรงแรมจึงควบคุมตัวไว้และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ ตามคำพยาน โจทก์ดังกล่าวซึ่งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยกับพวกมาก่อน จึงไม่ระแวงสงสัยว่าจะแกล้งปรักปรำจำเลยโดยไม่เป็นความจริง น่าเชื่อว่าเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง

คดีนี้แม้โจทก์จะไม่มีพยานรู้เห็นขณะจำเลยกับพวกใส่ยาสลบลงในกาแฟให้ผู้เสียหายทั้งสี่ดื่มแต่ก็ได้ความว่าในห้องเลขที่ 609 นอกจากผู้เสียหายทั้งสี่แล้วคงมีจำเลยกับนางสาวต๋อยอยู่ด้วยโดยไม่มีคนอื่นอีกเลยนางสาวต๋อยเป็นคนชงกาแฟเมื่อชงแล้วจำเลยกับนางสาวต๋อยก็ช่วยกันแจกกาแฟให้ผู้เสียหายทั้งสี่ดื่มโดยทั้งสองคนไม่ได้ดื่มกาแฟและไม่ได้หมดสติไปด้วย หากจำเลยกับพวกไม่ทราบว่าในกาแฟมียาสลบผสมอยู่ จำเลยกับพวกก็คงจะร่วมดื่มกาแฟและคงจะหมดสติอยู่ในห้องกับผู้เสียหายทั้งสี่ด้วย อีกประการหนึ่ง ถ้าจำเลยกับพวกมิได้วางยาสลบผู้เสียหายทั้งสี่เพื่อหวังเอาทรัพย์สินจริงแล้ว เมื่อเห็นผู้เสียหายทั้งสี่นอนสลบเช่นนั้น จำเลยกับพวกก็น่าจะช่วยแก้ไขให้ฟื้นจากสลบ หรืออย่างน้อยก็น่าจะแจ้งเหตุให้พนักงานโรงแรมหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบทันที แต่กลับปรากฏว่าจำเลยกับพวกได้ออกจากห้องไปโดยมิได้แจ้งให้ผู้ใดทราบเลยและในคืนเกิดเหตุ

เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยไว้ที่หน้าห้องอาหารในโรงแรมวังใต้ตามที่นายอรุณแจ้ง เมื่อตรวจค้นตัวจำเลยก็พบธนบัตร เหรียญกษาปณ์ ใบมีดโกนหนวด และไม้ขีดไฟแช็ก ตามเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายทั้งสี่ พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยกับพวกอีก1 คน ได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้ยาสลบผสมในกาแฟให้ผู้เสียหายทั้งสี่ดื่มเป็นเหตุให้ผู้เสียหายทั้งสี่หมดสติไป อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกับพวกได้ลักเอาทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสี่ไป ทั้งนี้เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์และการพาเอาทรัพย์ไป จึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเองก็ได้ดื่มกาแฟจนมีอาการมึนศีรษะหมดสติไปด้วยนั้นไม่น่าเชื่อเพราะนายอรุณเบิกความว่าได้พบจำเลยและนางสาวต๋อยออกมาจากห้องเลขที่ 609 เมื่อนายอรุณเข้าไปในห้องเลขที่ 609 เห็นผู้เสียหายทั้งสี่หมดสติจึงวิ่งลงไปข้างล่าง

พบจำเลยยืนอยู่หน้าห้องอาหารจึงควบคุมตัวจำเลยไว้แล้วแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาจับจำเลย พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ ส่วนที่ว่า การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม หรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยกับพวกใช้สารพีโนบาร์บิตาลซึ่งเป็นยากดประสาทอย่างแรงใส่ลงในกาแฟให้ผู้เสียหายดื่ม เมื่อผู้เสียหายดื่มแล้วสิ้นสติไปแทบจะทันทีและไปฟื้นคืนสติที่โรงพยาบาลหลังจากเวลาล่วงไปประมาณ 12 ชั่วโมงแม้ผู้เสียหายจะไม่ได้รับอันตรายแก่กายอย่างหนึ่งอย่างใดก็ถือได้ว่าเป็นอันตรายแก่จิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยต้องกันมา และที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้นศาลฎีกาเห็นว่า

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสาม ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษให้จำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกเพียง 12 ปีนั้น นับว่าเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ประชา บุญวนิช · ดุสิต วราโห · เสริมพงศ์ วรยิ่งยง
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 9805/2554

การกระทำโดยเล็งเห็นผลนั้นหมายความว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอนเท่าที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นจะเล็งเห็นได้ มิใช่เพียงเล็งเห็นว่าผลนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่…

Supreme Court Judgment No. 10015/2553

การที่จำเลยที่ 1 กับพวกและผู้เสียหายนั่งดื่มเบียร์อยู่ด้วยกัน แล้วจำเลยที่ 1 ล้วงกระเป๋ากางเกงของผู้เสียหายหยิบกระเป๋าเงินออกมา เมื่อเห็นว่าไม่มีเงินในกระเป๋าจึงล้วงหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสีย…

Supreme Court Judgment No. 286/2546

แม้จำเลยจะมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคำโยนทิ้ง บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาก…

Supreme Court Judgment No. 58/2546

ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนกับรถเก๋ง รถจักรยานยนต์ล้มทับขาผู้เสียหายจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมามีเจตนาจะลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาแต่แรก จึงใช้อุบายทำทีเข้าช่วยเหลือห…

Supreme Court Judgment No. 1060/2545

จำเลยเพียงแต่ถือมีดปลายแหลมเดินเข้าไปหยุดยืนอยู่ห่างผู้เสียหายประมาณ 2 เมตร และขณะที่ผู้เสียหายตกใจวิ่งหลบหนี จำเลยวิ่งไล่ตามไปจนทันแล้วกระชากสร้อยข้อมือที่ผู้เสียหายสวมอยู่จนขาดติดมือจำเลยไป โดยไม่ได…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up