Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 3121/2552

พ.ศ. 2552 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย มิใช่เจ้าหนี้บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกหนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ใช้เลื่อยตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของ ป. ลูกหนี้และไม่รู้ด้วยว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานใช่ของ ป. หรือไม่ไปเพื่อตีชำระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ไปโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจคล้องประตูบ้านพัก อันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายเหม ผู้เสียหาย จนหลุดออก อันเป็นการทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลและทรัพย์ แล้วเข้าไปในบ้านพักผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและลักเครื่องบดแป้งไฟฟ้า 1 เครื่อง ราคา 7,000 บาท กับรถจักรยาน 1 คัน ราคา 1,500 บาท รวมราคาทรัพย์ 8,500 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในเคหสถานดังกล่าวไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3) (8) วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 9,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000 บาท ไม่ปรากฎว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี (ที่ถูกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56) ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้เป็นยุติว่า นายเหม ผู้เสียหาย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 290/1 หมู่ที่5 ตำบลพังลา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา นางประภาพร เป็นบุตรสาวของผู้เสียหาย ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง ขณะผู้เสียหายออกจากบ้านไปที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยปิดประตูหน้าบ้านใส่กุญแจไว้ จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจบ้านของผู้เสียหาย แล้วเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานของผู้เสียหายซึ่งเก็บไว้ในบ้านไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยนำสืบทำนองว่าจำเลยไม่มีเจตนาลักทรัพย์ของผู้เสียหายโดยเบิกความว่า นางประภาพรกู้เงินจำเลยไป 30,000 บาท และติดค้างค่าแชร์จำเลยอีก 104,000 บาท วันเกิดเหตุนางประภาพรนัดจำเลยให้ไปตกลงเรื่องหนี้สินที่บ้านเกิดเหตุ แต่เมื่อจำเลยไปถึงพบบ้านปิดใส่กุญแจ ไม่พบนางประภาพรจำเลยเหลือบไปเห็นเลื่อยที่หน้าบ้าน จึงใช้เลื่อยดังกล่าวตัดกุญแจแล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานซึ่งอยู่ภายในบ้าน นำไปยึดหน่วงไว้เพื่อให้นางประภาพรไปตกลงเรื่องหนี้สินที่ติดค้างกันอยู่ ซึ่งหากเป็นความจริงจำเลยก็น่าจะให้การทำนองเดียวกันนี้ต่อพนักงานสอบสวน แต่จากคำให้การของจำเลยตามบันทึกคำให้การของผู้ต้อหาเอกสารหมาย

จ.7 จำเลยกลับให้การต่อพนักงานสอบสวนแตกต่างไปว่า จำเลยติดตามทวงถามให้นางประภาพรชำระหนี้ตลอดมา ภายหลังทราบว่านางประภาพรซึ่งพักอยู่ติดกับบ้านเกิดเหตุได้หนีออกจากบ้านไป โดยนางประภาพรนำทรัพย์สินบางส่วนไปเก็บไว้ที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยจึงตามไปที่บ้านเกิดเหตุ แต่พบว่าประตูหน้าบ้านถูกปิดใส่กุญแจ จำเลยจึงใช้เลื่อยตัดกุญแจที่คล้องประตูออกแล้วเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานจากภายในบ้านนำไปเก็บไว้ที่บ้านของจำเลยเพื่อหักหนี้ที่นางประภาพรเป็นหนี้อยู่ไปตีชำระหนี้ซึ่งแม้นางประภาพรจะเป็นลูกหนี้จำเลยอยู่จริงตามที่จำเลยเบิกความจำเลยก็ไม่มีอำนาจที่จะกระทำการดังกล่าวได้ เพราะการบังคับชำระหนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

มิใช่บุกรุกเข้าไปเอาทรัพย์สินของลูกนี้ไปโดยพลการ การที่จำเลยใช้เลื่อยตัดกุญแจ แล้วเปิดประตูเข้าไปเอาเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานที่เก็บอยู่ภายในบ้านเกิดเหตุซึ่งจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่บ้านพักของนางประภาพร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเครื่องบดแป้งไฟฟ้าและรถจักรยานดังกล่าวใช่ของนางประภาพรหรือไม่ไปเพื่อตำชำระหนี้ จึงเป็นการเอาทรัพย์ดังกล่าวไปโดยทุจริต เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานโดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

Result

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Matter details

Panel of judges
เฉลียว พลวิเศษ · พิทักษ์ คงจันทร์ · ตรีวุฒิ สาขากร
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

Supreme Court Judgment No. 3620/2566

ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ข้อ 1…

Supreme Court Judgment No. 5090/2565

บัตรเครดิตที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ ถือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 1 (14) (ก) ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครด…

Supreme Court Judgment No. 3872/2563

จำเลยปลอมใบสมัครบัตรเครดิตและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนของโจทก์ร่วม ใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกบัตร โดยจำเลยใช้เอกสารของผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยปลอมขึ้นไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมกับแสดงตนว่าเป็…

Supreme Court Judgment No. 1513/2562

จำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามผู้เสียหายมาถึงที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถในมหาวิทยาลัย น. ผู้เสียหายยังไม่ได้ลงจากรถ จำเลยเดินมาจากด้านหลังของผู้เสียหายแล้วถามผู้เสียหายว่ามีเงิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up