คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะที่โจทก์เป็นผู้ปกครองศาลจ้าวโพง่วนตึ๊ง ที่ พิพาทซึ่งตั้งศาลจ้าวนั้นนายเงาเหลาเจ้าของเดิมยกให้แต่ยังมิได้แก้โฉนดโอนทะเบียนกัน ในวันพิจารณาโจทก์จำเลยให้ศาลวินิจฉัยอำนาจฟ้องของโจทก์ คือ ถ้าโจทก์มีอำนาจฟ้องแล้วจำเลยยอมแพ้ถ้า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ยอมแพ้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาตามกฎกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยที่กุศลสถานชะนิดศาลจ้าวลงวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ซึ่งได้บัญญัติ ไว้เป็นพิเศษ และในข้อ ๑๔ ก ว่า ผู้จัดการปกครองศาลจ้าวมีอำนาจหน้าที่เข้าเป็น โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้พิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินของ ศาลจ้าวโพง่วนตึ๊ง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลจ้าวนี้ตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งเอกชนมีกรรมสิทธิ และที่ดินนี้เจ้าของหาได้อุทิศให้ตกอยู่ในความปกปักษ์รักษาของรัฐบาลตามที่บัญญัติไว้ในกฎกระทรวงที่กล่าวแล้ว ข้อ ๔ และข้อ ๕ ไม่ จึงมีได้อยู่ใยบังคับแห่งกฎกระทรวงดังกล่าวนั้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องร้องในนามของศาลจ้าว ข้อที่โจทก์อ้าง พรบ ลักษณปกครอง ท้องที่ ม. ๑๒๓ นั้นศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา ๑๒๓ หมายความถึงกุศลสถานหรือศาลจ้าวที่ตั้งอยู่ในที่ดินซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้ปกปักษ์รักษา หาได้กินความถึงศาลจ้างที่ตั้งอยู่ในที่เอกชนดังศาลจ้าวในคดีนี้ไม่ ฉะนั้นกฎกระทรวงที่กล่าวแล้ว ข้อ ๗ จึงไม่สนับสนุนคดีของโจทก์อย่างใด ส่วนความในข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวงซึ่งโจทก์โต้เถียงมาในฎีกานั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าใช้แต่ฉะเพราะกรณีที่สงสัยเรื่องกรรมสิทธิ์ คือไม่แน่นอนว่ากรรมสิทธิได้ตกเป็นของเอกชน ในคดีนี้ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องกรรมสิทธิ
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในนามของศาลจ้าว