Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2516 (ref. 30689)

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

บทบัญญัติมาตรา 1535 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าบุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดานั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของบุตรไว้ มิใช่เป็นเพียงหน้าที่ในทางศีลธรรมที่บุตรจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ฉะนั้น เมื่อบุตรถูกทำละเมิดถึงแก่ความตายบิดามารดาย่อมขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย จึงมีอำนาจฟ้องผู้ทำละเมิดเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้ตามมาตรา 443กรณีที่ลูกจ้างถูกผู้อื่นทำละเมิดและนายจ้างได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ลูกจ้างอันเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวด้วยการจ้างแรงงานอีกส่วนหนึ่งต่างหากนั้น กฎหมายมิได้บัญญัติให้มีผลเกี่ยวข้องถึงความรับผิดของบุคคลในการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ทำละเมิดและนายจ้างของผู้ทำละเมิดจึงยังคงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้นจำนวนเงินค่าเสียหายในอนาคตที่ศาลกำหนดให้ โจทก์มิได้ขอคิดดอกเบี้ยไว้ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยให้ในเงินจำนวนนี้ ย่อมขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งขึ้นมา ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้กรณีที่เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ซึ่งจำเลยบางคนฎีกาเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยรับผิดน้อยลง ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาได้ด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสามสำนวนนี้ศาลพิจารณาพิพากษารวมกันโจทก์ทั้งสามสำนวนฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์โดยสารได้นำรถเข้าร่วมกิจการกับจำเลยที่ 3 หาผลประโยชน์ร่วมกัน และร่วมกันเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2, 3 โดยประมาท พุ่งเข้าชนรถยนต์เก๋งที่พันจ่าอากาศโทอนันต์ ต้องประสงค์ โจทก์สำนวนที่ 3 เป็นผู้ขับสวนทางมาจนเสียหายยับเยินเป็นเหตุให้นายกฤติราช อมาตยกุล บุตรโจทก์สำนวนที่ 1 และนายสุมิตร์ รู้จันทราลักษณ์ บิดาและสามีโจทก์สำนวนที่ 2 ซึ่งนั่งมาในรถยนต์เก๋งถึงแก่ความตาย พันจ่าอากาศโทอนันต์ได้รับบาดเจ็บพิการตลอดชีวิต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2, 3 ต่อสู้ปฏิเสธความรับผิดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ในสำนวนที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท ให้โจทก์ทั้งสี่คนในสำนวนที่ 2 รวมกันเป็นเงิน 100,000 บาท ในสำนวนที่ 3 ให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยโจทก์ที่ 1 ในสำนวนที่ 3 และจำเลยที่ 2, 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า

ค่าสินไหมทดแทนสำหรับโจทก์ที่ 1ในสำนวนที่ 3 กำหนดให้สูงขึ้นเป็นเงินทั้งหมด 344, 417 บาท และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยสำหรับค่าขาดไร้อุปการะทั้งหมดนั้นเกินคำขอ เพราะในส่วนที่เป็นค่าขาดไร้อุปการะในอนาคต โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยด้วย จำเลยไม่ต้องชำระดอกเบี้ยในเงินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 และที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เหตุที่รถชนกันเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 โดยตรงแต่ผู้เดียวในประเด็นเรื่องค่าเสียหาย ข้อที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ในสำนวนที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของนายกฤติราชผู้ตายไม่มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1535 บัญญัติว่า "บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา" เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของบุตรไว้ มิใช่เป็นเพียงหน้าที่ในทางศีลธรรมที่บุตรจะปฏิบัติหรือไม่ก็ได้ ดังที่จำเลยฎีกา ฉะนั้น เมื่อบุตรถึงแก่ความตาย บิดามารดาย่อมขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย โจทก์ในสำนวนที่ 1 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเรียกค่าขาดไร้อุปการะตามมาตรา 443สำหรับในข้อที่จำเลยฎีกาว่า บริษัทอิสต์เอเซียติ๊ก จำกัด นายจ้างได้ดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ผู้ได้รับความเสียหายไปแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยอีกนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายจ้างจ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ลูกจ้างนั้นเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวด้วยการจ้างแรงงานอีกส่วนหนึ่งต่างหากซึ่งมิได้บัญญัติให้มีผลเกี่ยวข้องถึงความรับผิดของบุคคลในการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยจึงคงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้นส่วนจำนวนเงินค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยศาลอุทธรณ์นอกจากค่าเสียความสามารถประกอบการงานของโจทก์ที่ 1 ในสำนวนที่ 3ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เป็นจำนวน 150,000 บาทที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องกำหนดดอกเบี้ยให้จำเลยต้องชำระน้อยลง เป็นการไม่ชอบเพราะมิได้มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งขึ้นมานั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าจำนวนเงินค่าเสียหายในอนาคตที่ศาลกำหนดให้ เป็นเงินอีกจำนวนหนึ่งต่างหากที่โจทก์มิได้ขอคิดดอกเบี้ยไว้ การกำหนดดอกเบี้ยให้เช่นนี้ย่อมขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้อนึ่ง คดีนี้เป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้เมื่อศาลฎีกากำหนดค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยรับผิดน้อยลง แม้จำเลยที่ 1มิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ด้วยพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 1 ในสำนวนที่ 3 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 225,617 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ศิริ อติโพธิ · บุณยเกียรติ อรชุนะกะ · ธานินทร์ กรัยวิเชียร
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up